วันอาทิตย์ที่ 29 พฤษภาคม พ.ศ. 2559

บทที่ 7 การจบเรื่อง



อารมณ์จากการอ่านเรื่องสั้นให้จบเรื่อง ก็เหมือนกันเราดูกีฬาให้จบแมทซ์การแข่งขัน เพราะเมื่อเวลาในการแข่งยังไม่จบ เราไม่สามารถสรุปผลการแข่งขันได้อย่างแน่นอน เช่นเดียวกันกับการอ่านบทสรุปของเรื่องราวที่เกิดขึ้นในเรื่องสั้น นั่นคือเหตุผลหลักที่นักอ่านต้องมานั่งอ่านเนื้อเรื่องตั้งแต่ต้นจนจบของเรา

เรื่องสั้นไม่มีกฎเกณฑ์ตายตัวว่าตอนจบของเรื่องต้องเป็นอย่างไร เป็นหน้าทีของนักเขียนที่จะวางแผนว่าอยากให้เรื่องจบด้วยแบบไหน วิธีการใดจะประทับใจนักอ่านได้มากกว่ากัน มีตัวอย่างงานวรรณกรรมมากมายที่มีตัวอย่างตอนจบของเรื่องที่เราอาจจะประทับใจ จุดประสงค์ของนักอ่านเรื่องสั้นอาจจะเป็นความเพลินเพลินในการอ่านเรื่องราว แต่เรื่องราวจากเรื่องสั้นนั้นสั้นนัก บางทีพวกเขาอาจจะต้องการอารมณ์ที่พีคสูงสุดที่ได้รับจากเรื่องสั้น ในตอนจบของเรื่องเป็นโอกาสดีที่เราจะทำให้อารมณ์ของนักอ่านได้รับอารมณ์สูงสุดตามที่เราต้องการให้พวกเขา อาจจะเป็นความประทับใจ ซาบซึ้งใจ ความเหงาความเศร้าแบบสุดๆ ความสยองขวัญที่แทบจะทำให้ขนหัวลุก หรือบางทีนักอ่านอาจจะเอวเคล็ดหลังแทบหัก เมื่ออ่านมาถึงย่อหน้าที่หักมุมของเรื่องสั้นที่เราตั้งใจให้ผู้อ่านคาดไม่ถึง

แนวทางที่ได้กล่าวไปนั้นคือจุดมุ่งหมายที่เราจะใช้ในการประเมินถึงความพึงพอใจจากผู้แต่งเรื่องสั้น อย่างที่ได้กล่าวไปแล้วว่ากฎของการเขียนตอนจบเรื่องสั้นนั้นไม่มี แต่แนวทางการจบที่เราเห็นบ่อยๆ ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องสั้น นวนิยาย ภาพยนตร์ ฯลฯ ก็มีแนวทางหลักๆที่เรามักจะเห็นตามหัวข้อด้านล่าง

  • จบอย่างมีความสุข
  • จบแบบหักมุม
  • จบตามจารีตประเพณี
  • จบตามประวัติศาสตร์
  • จบแบบไม่จบ

นี่คือแนวทางวิธีการจบที่มักเห็นบ่อยครั้ง แต่ถ้าผู้อ่านสามารถคิดวิธีจบแบบอื่นได้ก็สามารถนำมาใช้กับเรื่องสั้นของผู้อ่าน


ผู้ที่เสพงานวรรณกรรมทุกประเภทมักจะชื่นชอบการจบแบบมีความสุข หรือแฮปปี้เอ็นดิ้ง เพราะโดยพื้นฐานแล้วมนุษย์ชอบที่จะมีความสุข การจบแบบมีความสุขจะเป็นการจบที่นักอ่านงานเขียนมักจะสามารถคาดเดาเหตุการณ์ได้ งานเขียนที่จบแบบนี้ได้จะต้องมีเรื่องราวที่สามารถทำให้ผู้อ่านสนุกสนานและคล้อยตามกับเหตุการณ์ในเนื้อเรื่องได้เป็นอย่างดี อย่างน้อยก็ต้องทำให้พวกเขาพึงพอใจกับเนื้อเรื่องที่เราแต่ง งานเขียนที่มักจะจบอย่างมีความสุขมักจะเป็นเรื่องแนวรักๆใคร่ๆ บ่อยครั้งที่เราเสพงานด้านวรรณกรรมแนวรักๆใคร่ๆมักจะลงเอยด้วยดี พระเอกจะสมหวังกับนางเอก โดยที่งานวรรณกรรมแนวรักๆใคร่ๆที่ไม่จบแบบมีความสุขก็มี แต่มีน้อย และถ้าพูดถึงความนิยมแล้ว ผู้เสพก็มักจะต้องการงานวรรณกรรมที่จบแบบแฮปปี้เอ็นดิ้งมากกว่าหลายเท่าตัวนัก

แต่บางทีแนวคิดนี้อาจจะไม่สามารถนำมาใช้ได้เสมอไปกับเรื่องสั้น อย่างที่ผู้เขียนอธิบายไปในบทก่อนๆว่า เรื่องสั้นนั้นมีพื้นที่น้อย ไม่สามารถที่สร้างเหตุการณ์และเรื่องราวที่น่าประทับใจได้มากนัก การเขียนเรื่องราวที่หน้าประทับใจใน 10 หน้ากระดาษแล้วให้เรื่องจบลงแบบแฮปปี้เอ็นดิ้งนั้น บางทีมันอาจจะดูเหมือนไดอะรี่ส่วนตัวมากกว่าที่จะเป็นเรื่องสั้น ดังนั้นเราจึงต้องคำนึงถึงวิธีการเล่าเรื่องให้มากยิ่งขึ้น เพื่อป้องกันความน่าเบื่อให้กับนักอ่าน

แต่ทุกอย่างย่อมเป็นไปได้เสมอหากเราต้องการจบเรื่องแบบนี้ ในตอนต้นของบทที่ผู้เขียนอธิบายว่า ในเรื่องสั้นของเราควรที่จะสามารถทำให้อารมณ์ของนักอ่านพุ่งไปถึงจุดสูงสุด ในเนื้อเรื่องอาจจะแทรกไว้ด้วยความทุกข์ยากลำบากของตัวละคร ที่ทำให้ต้องลุ้นจนตัวโก่ง หรือความเศร้าจากอะไรสักอย่างที่ตัวละครสามารถฟันฝ่ามันออกมาได้อย่างทุลักทุเล หรือความสนุกสนานจากเหตุการณ์ที่เราสอดแทรกเข้าไป หากเราสามารถสร้างจุดนี้ขึ้นมาได้ เราก็สามารถจบงานเขียนอย่างมีความสุขได้โดยให้ทั้งอรรถรสและความสุขที่นักอ่านได้รับ

ตัวอย่างเรื่องสั้นนี้เป็นเรื่องสั้นที่เกี่ยวกับความรักความปรารถนา และแน่นอนว่ามันจบแบบแฮปปี้เอ็นดิ้ง แต่ผู้เขียนพยายามสร้างเหตุการณ์ต่างๆเข้าไปเพื่อให้นักอ่านได้ร่วมลุ้นไปกับตัวละคร

เกมรักต้องลุ้น

 

 

 

 


การเขียนตอนจบแบบหักมุม คือการบิดเบือนความคิดความเข้าใจของนักอ่านให้หันไปอีกทาง โดยในตอนต้นอาจดำเนินเรื่องไปเรื่อยๆจนนักอ่านเข้าใจเนื้อเรื่องความเป็นไปของเหตุการณ์และตัวละครในระดับหนึ่ง แต่ตอนจบนั้นจะมีบางสิ่งที่มาหักล้างความคิดเริ่มแรกของนักอ่านจนหมดสิ้น แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นสิ่งที่สร้างความประหลาดใจนั้นต้องสามารถรองรับเหตุผลและการยอมรับของนักอ่านด้วย

การจบแบบหักมุมมักเป็นที่นิยมของนักเขียนเรื่องสั้น เพราะการเขียนจบแบบนี้มีโอกาสที่ผู้อ่านเรื่องสั้นจะรู้สึกสนุกสนานมากกว่า มันจะเหมือนกับว่านักอ่านจะได้อ่านประสบการณ์เรื่องราวใหม่ๆ เพราะพวกเขานึกไม่ถึงว่าเรื่องจะจบอีกทางหนึ่ง ถ้าเปรียบเทียบเรื่องสั้นที่ตอนจบสามารถคาดเดาได้ ผู้อ่านอาจจะเบื่อหน่ายกับแนวทางอย่างหลังมากกว่า

ดังนั้นแล้วการสร้างพล็อตเรื่องแนวหักมุม นักเขียนจะต้องมีจินตนาการที่เหนือกว่าสามัญสำนึกทั่วไปของคน ฟังดูแล้วอาจจะดูเหมือนว่ายาก แต่ความจริงแล้วเราสามารถฝึกสิ่งเหล่านี้ได้โดยการจินตนาการไปเรื่อยๆ ลองนึกถึงความเป็นไปได้ในตอนจบว่าเนื้อเรื่องจะสามารถลงเอยแบบใดได้บ้าง เปลี่ยนแนวความคิดไปเรื่อยๆจนกว่าจะถึงจุดที่เราพอใจ

อย่างที่เขียนไปในย่อหน้าแรกของหัวข้อนี้ สิ่งแรกเราต้องทำให้นักอ่านมีความเข้าใจไปในทิศทางที่เราวางไว้ ขั้นตอนในการดำเนินเรื่องนั้นนักเขียนต้องเขียนมันอย่างระมัดระวัง เขียนแล้วอ่านซ้ำไปซ้ำมาว่าเราสามารถลากจูงแนวความคิดของนักอ่านได้หรือไม่ ขั้นตอนนี้เป็นขั้นตอนที่สำคัญ เพราะถ้าเราไม่สามารถสร้างความเข้าใจในส่วนนี้ได้ เมื่อนักอ่านก้าวไปถึงจุดที่หักมุม เขาอาจจะไม่เข้าใจว่ามันหักมุมตรงไหนก็เป็นได้

ตัวอย่างเรื่องสั้นแนวหักมุมของผู้เขียน จากเรื่องสั้นเรื่องนี้จะเป็นเรื่องที่ผัวไปจ้างวานคนให้ฆ่าเมีย ผู้เขียนพยายามปูเรื่องให้ผัวไปว่าจ้างคนให้มาฆ่าเมีย นักอ่านก็ย่อมจะเข้าใจว่าสุดท้ายเมียต้องตายในตอนจบ หรือบางทีนักอ่านอาจจะไม่ไว้วางใจเราที่จะเขียนตอนจบที่สามารถให้คาดเดาได้ แต่นักอ่านอาจจะนึกไม่ถึงว่าตอนจบของเรื่องสั้นจะเป็นอย่างไรอยู่ดี ลองอ่านตัวอย่างงานเขียนข้างล่างนี้



จารีตประเพณี หรือกฎศีลธรรม หมายถึง สิ่งซึ่งสังคมใดสังคมหนึ่งยึดถือและปฏิบัติสืบกันมาอย่างต่อเนื่องและมั่นคง เป็นเรื่องของความผิดถูก มีเรื่องของศีลธรรมเข้ามาร่วมด้วย ดังนั้นนักเขียนต้องทำให้ผู้ใดฝ่าฝืนถือว่าเป็นผิดเป็นชั่ว จะต้องถูกตำหนิหรือได้รับการลงโทษจากคนในสังคมนั้น เช่น ลูกหลานต้องเลี้ยงดูพ่อแม่เมื่อท่านแก่เฒ่า ถ้าใคร ไม่เลี้ยงดูถือว่าเป็นคนเนรคุณหรือลูกอกตัญญู จารีตประเพณีของแต่ละสังคมนั้นย่อมไม่เหมือนกัน เพราะมีค่านิยมที่ยึดถือต่างกัน การนำเอาจารีตประเพณีของตนไปเปรียบเทียบ กับของคนอื่นแล้วตัดสินว่าดีหรือเลวกว่าของตนย่อมเป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้อง เพราะสภาพสังคม สิ่งแวดล้อม ตลอดจนความเชื่อของแต่ละสังคมย่อมแตกต่างกันไป

ย่อหน้าที่ผ่านมาเป็นการอธิบายถึงความหมายของคำว่าจารีตประเพณี การเขียนเรื่องสั้นแนวนี้จะต้องจบเรื่องตามความเข้าใจของสังคมนั้น เช่นคนทำดีย่อได้ดี ทำชั่วย่อมได้ชั่ว เรื่องสั้นแนวนี้ก็เป็นเหมือนกับสิ่งย้ำเตือนความเชื่อที่คนในสังคมนั้นๆเข้าใจ ดังนั้นเรื่องสั้นประเภทนี้ก็อาจจะสามารถทำหน้าที่เป็นเครื่องมือสะท้อนแนวความคิดและความเชื่อของสังคมที่ได้พูดถึง

แต่ว่าความเชื่อของสังคมหนึ่ง อาจจะไม่ใช่ความเชื่อของสังคมอีกสังคมหนึ่งก็เป็นได้ ดังนั้นแล้วเรื่องสั้นแนวนี้มักจะมีความขัดแย้งในมุมมองที่กว้างออกไป บางทีแล้วความขัดแย้งนี้ก็อาจเป็นสิ่งที่น่าสนใจของนักอ่าน เพราะนั่นเป็นการเรียนรู้และเปิดมุมมองใหม่ๆได้อีกทางหนึ่ง

ตัวอย่างเช่นการเขียนถึงความจำเป็นของคนในสังคมหนึ่ง ถ้าเป็นผู้ชายที่อายุครบ 21 ปีแล้วต้องบวช ซึ่งเป็นจารีตประเพณีที่สังคมนั้นๆปฏิบัติสืบทอดกันมาอย่างยาวนาน ถ้าเรานำประเด็นนี้มาเขียนตามจารีตประเพณีนี้อย่างตรงไปตรงมา อาจจะพูดถึงคนที่บวชเป็นพระมาแล้วมีชีวิตที่รุ่งเรืองและมีความสุข แต่ถ้าเรานำประเด็นนี้มองด้วยมุมที่ขัดแย้งกัน อาจจะพูดถึงเด็กหนุ่มที่หนีคดีมาจากเมืองใหญ่ และเข้ารับการบวชตามจารีตประเพณี หรือคนที่เคยบวชตามจารีตประเพณี สุดท้ายก็ไปติดคุกคดีฆ่าคนตายโดยใช้โทสะ

หรือหากพูดถึงตามชนบทก็มักจะมีจารีตประเพณีที่เวลาวัดต้องการระดมเงินทุนเพื่อไปสร้างสิ่งก่อสร้างในวัด ชาวบ้านทั่วไปก็พร้อมใจกันบริจาคเงินให้วัดไปตามที่เจ้าอาวาสจะร้องขอ แต่หากมองอีกมุมหนึ่งที่ขัดแย้งกับความเชื่อของคนตามชนบท เมื่อมีข่าวการโกงเงินบริจาคจากเจ้าอาวาสหรือกรรมการในวัดหลายครั้ง รวมถึงกับพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมของพระบางรูป และบริบทหน้าที่ที่ลดน้อยลงของพระ นั่นทำให้คนที่อยู่อีกสังคมหนึ่งมองว่าการบริจาคเงินให้วัดเป็นเรื่องที่ไม่เหมาะสมก็เป็นได้

การเขียนเรื่องสั้นให้จบตามจารีตประเพณี นักเขียนจะต้องคิดให้ถี่ถ้วนก่อนว่าอยากปลูกฝังแนวความคิดอะไรให้กับผู้ที่อ่านเรื่องของเรา และเราต้องพยายามเขียนเรื่องราวให้มุ่งไปที่ประเด็นที่เราต้องการพูดอย่างเดียว เพราะเกี่ยวกับเรื่องจารีตประเพณีที่มีเรื่องความเชื่อความศรัทธาเข้ามาเกี่ยวข้องด้วยแล้ว มันอาจจะเป็นประเด็นที่อ่อนไหวและเปราะบางมากๆ ถ้าหากประเด็นแนวความคิดของเราที่ขัดกับจารีตประเพณี แต่ถ้ามันรองรับด้วยเหตุผลความถูกผิดได้อย่างดีแล้ว แนวความคิดของเราที่ไปหักล้างความเชื่อของนักอ่าน ก็มีโอกาสได้รับการยอมรับจากพวกเขาก็เป็นได้


ความจริงแล้วเรื่องราวในประวัติศาสตร์เป็นเรื่องของผู้เขียนประวัติศาสตร์ว่าต้องการให้ประวัติศาสตร์เป็นอย่างไร ในบางสังคมอาจไม่ยอมรับให้มีการบิดเบือนประวัติศาสตร์ แต่ในบางสังคมเห็นว่าเป็นเรื่องเสรีที่จะให้มีการบิดเบือนทางประวัตศาสตร์ในงานด้านวรรณกรรม เพราะสังคมนั้นมองว่ามันเป็นแค่วรรณกรรม 

การสร้างเรื่องที่อ้างอิงกับประวัติศาสตร์ หรือแค่มีฉากที่ดำเนินเรื่องผ่านเหตุการณ์ช่วงนั้น เช่นหากอ้างอิงกับสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 หากเนื้อเรื่องดำเนินมาถึงจุดที่สงครามยุติ ผู้แพ้สงครามก็ต้องเป็นประเทศที่แพ้สงครามจริงๆตามที่ในหนังสือว่าไว้ 

แต่ถ้าหากเราอยากจะบิดเบือนประวัติศาสตร์นั้นเสียใหม่ วิธีการใดที่จะทำให้เนื้อเรื่องที่เราแต่งขึ้นนั้นดูเนียนที่สุด เราอาจสร้างข้อมูลขึ้นมาชุดหนึ่งและพยายามทำให้มันดูเหมือนกับเรื่องจริงที่สุด เช่นเราอาจจะบิดเบือนเหตุผลที่ญี่ปุ่นแพ้สงครามโลกที่ครั้งที่

จากประวัติศาสตร์ที่มีคนเคยตีความกันไว้ เหตุผลหลักที่ญี่ปุ่นยอมแพ้สงครามโลกครั้งที่  2 น่าจะมาจากการทิ้งระเบิดปรมาณูที่ถูกประเทศอเมริกาทิ้งที่ฮิโรชิม่าและนางาซากิ และมีบางกระแสบอกว่าระเบิดทั้ง 2  ลูกนั้นไม่ได้ทำให้ญี่ปุ่นสิ้นหวังกับสงคราม แต่เหตุผลจริงๆคือการรุกคืบจากกองทัพแดงของรัสเซีย 1 ล้าน 6 แสนคนที่บุกโจมตีกองทัพญี่ปุ่นซึ่งครอบครองเอเชียตะวันออกอยู่เป็นล้านนายแตกภายในวันเดียวอย่างไม่ทันตั้งเนื้อตั้งตัว ทำให้เป็นแรงจูงใจให้ญี่ปุ่นหันมายอมแพ้ให้กับสหรัฐอเมริกา เนื่องจากจะได้รับการปฏิบัติในฐานะผู้แพ้สงครามที่ดีกว่ายอมแพ้ต่อรัสเซีย

หากเราจะลองบิดเบือนประวัติศาสตร์เกี่ยวกับเรื่องนี้ เราต้องมาดูก่อนว่าผลลัพธ์จากการยอมแพ้สงครามของญี่ปุ่นต่ออเมริกามีอะไรบ้าง หลังจากที่ญี่ปุ่นยอมแพ้ หลังจากพ่ายแพ้สงครามโลกครั้งที่ 2 แล้ว สหรัฐอเมริกาได้เข้ามาจัดการญี่ปุ่น โดยให้ญี่ปุ่นมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ในปี ค.ศ. 1946 ถือเป็นรัฐธรรมนูญฉบับที่ดีที่สุดที่เคยมีมา หลังจากนั้นเทคโนโลยีของญี่ปุ่นล้ำหน้าเป็นอย่างมากในภูมิภาคเอเชีย มีความเป็นไปได้ว่าเราอาจจะบิดเบียนว่า สาเหตุที่ญี่ปุ่นยอมแพ้สงคราม คือได้มีการตกลงอย่างลับๆระหว่างญี่ปุ่นและอเมริกา ที่จะให้อเมริกาเข้ามาร่างรัฐธรรมนูญและส่งมอบเทคโนโลยีใหม่ๆให้กับญี่ปุ่นในการพัฒนาประเทศ เพราะก่อนหน้านั้น ญี่ปุ่นไม่เพียงแต่สิ้นหวังกับสงคราม แต่ยังสิ้นหวังกับอนาคตของชาติที่จะดำเนินต่อไปในอนาคตด้วย วิธีนี้จึงเป็นสิ่งที่ญี่ปุ่นคิดมานานแล้ว

หากเราบิดเบือนข้อมูลทางประวัติศาสตร์แบบนี้ เราต้องประเมินถึงผลกระทบจากสิ่งที่เราคิดขึ้นมาด้วย สิ่งที่ต้องคิดอันดับแรกคือคิดว่าแนวคิดของเราจะสร้างผลกระทบกับผู้เกี่ยวข้องหรือไม่ ถ้าไม่ก็ลงมือเลยครับ


การจบเรื่องแบบไม่จบหมายถึงการที่เราไม่สรุปความเป็นไปให้ชัดเจน คือเราปล่อยให้เรื่องดำเนินมาถึงจุดสุดท้าย แต่เราไม่สรุปว่าทำไมถึงต้องจบแบบนี้ แต่การจบเรื่องแบบไม่จบนี้สามารถทำให้ผู้ที่อ่านงานเขียนสามารถพึงพอใจ และรู้สึกประทับใจกับเรื่องสั้นของเราได้ และที่สำคัญ การจบเรื่องแบบไม่จบจะทำให้เรื่องสั้นของเราทรงพลังได้เพราะนักอ่านสามารถนำไปคิดต่อได้

การจบเรื่องแบบนี้สามารถนำมาใช้ได้กับเรื่องสั้นที่เกี่ยวกับความเชื่อ บางทีเราอาจจะคิดว่าอาจจะไม่เหมาะสมที่จะตัดสินว่าความเชื่อแบบใดถูกหรือความเชื่อแบบใดผิด เราชิงจบเรื่องก่อนเลยโดยที่ในตอนแรกอาจจะแค่อธิบายความเชื่อความศรัทธาของแต่ละคน ความจำเป็นที่ไม่เหมือนกัน และวิธีคิดของแต่ละคนที่ใช้เหตุผลกันคนละอย่าง บวกกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นและสอดคล้องหรือขัดแย้งกับตัวตนของตัวละคร

ผู้เขียนจะขอยกตัวอย่างภาพยนตร์เรื่อง 15 ค่ำเดือน 11 ที่พูดถึงเกี่ยวกับเรื่องความเชื่อในเรื่องบั้งไฟพญานาค ซึ่งในตอนนั้นที่ภาพยนตร์ออกฉายในโรงภาพยนตร์ มีกระแสจากทั้งผู้ที่เชื่อว่าเป็นบั้งไฟจากพญานาคจริง อีกฝั่งหนึ่งคิดว่าเป็นฝีมือของมนุษย์ และอีกแนวคิดบอกว่าเป็นปรากฏการณ์จากธรรมชาติ หากผู้เขียนบทภาพยนตร์ในตอนนั้นฟันธงไปว่าบั้งไฟพญานาคเกิดจากอะไรกันแน่ อาจจะสร้างกระแสวิพากษ์วิจารณ์เป็นวงกว้าง ผู้เขียนบทภาพยนตร์ก็เลยใช้วิธีจบเรื่องแบบไม่จบ เพื่อตัดปัญหาเหล่านั้นออกไปเสีย

ในตอนจบเรื่องของภาพยนตร์เรื่อง 15 ค่ำเดือน 11 ภาพยนตร์เฉลยว่าแท้จริงแล้วบั้งไฟเกิดจากฝีมือมนุษย์ แต่ในปีนั้นมนุษย์ผู้ที่นำลูกไฟไปจุดใต้ทะเลเกิดตายก่อน หลวงพ่อที่เป็นผู้สร้างลูกไฟจึงต้องดำน้ำลงไปจุดลูกไฟเอง แต่หลวงพ่อก็ไม่รอด มีพระเอกคนเดียวที่รู้ความจริงทั้งหมด หลวงพ่อบอกเหตุผลที่ทำแบบนี้กับเขาว่าเพื่อให้ชาวบ้านมีศรัทธาในการทำความดี แต่พระเอกไม่เห็นด้วยและเริ่มสับสนกับสิ่งที่เกิดขึ้น สุดท้ายในขณะที่พระเอกหมดความศรัทธา ลูกไฟจำนวนมากผุดขึ้นมาจากท้องน้ำโดยที่เขาแน่ใจว่านี่ไม่ใช่ฝีมือของหลวงพ่อแน่ บทสรุปของเรื่องนี้ก็คือลูกไฟที่พุ่งสู้ท้องฟ้าจำนวนมากนี้สามารถเกิดได้จาก 3 สาเหตุ อาจจะเป็นมนุษย์ เพราะมีความเป็นไปได้ว่ามนุษย์อีกกลุ่มที่สร้างลูกไฟขึ้นมา หรือเกิดจากก๊าซใต้ท้องน้ำถูกแรงดึงดูดจาดดวงจันทร์ทำให้เกิดลูกไฟ หรือบางทีอาจจะเกิดจากพญานาคจริงๆก็เป็นได้

จากแนวทางการจบเรื่องที่กล่าวไปนั้น มักจะเป็นวิธีที่เราเห็นกันบ่อยๆในงานวรรณกรรม แต่ถ้าหากเราคิดวิธีการไหนที่นอกเหนือจากนี้ได้ ก็ถือว่าเป็นความสามารถของนักเขียนที่พยายามหาแนวทางใหม่ๆให้กับงานวรรณกรรม ไม่ให้มันซ้ำซากจำเจมากเกินไป

วันอังคารที่ 20 มกราคม พ.ศ. 2558

บทที่ 9 ป้องกันความผิดพลาดจากกระบวนการความคิด

ความผิดพลาดในงานเขียนนั้นอาจจะเกิดมาจากพื้นฐานความคิดของนักเขียน แน่นอนว่านักเขียนหนังสือก็คือคนธรรมดาทั่วไป ซึ่งสามารถเกิดความผิดพลาดในกระบวนการความคิดได้เป็นเรื่องปกติ ไม่ต่างจากความผิดพลาดที่เกิดขึ้นในการดำเนินชีวิตทั่วไป หากแต่ว่างานเขียนคือการบันทึกความคิดที่จะยังอยู่ต่อไป และเมื่อมันถูกเผยแพร่ออกไปสู่สาธารณะแล้วก็ไม่สามารถย้อนกลับไปแก้ไขได้

มีรูปแบบความผิดพลาดของความคิด ที่ทำให้เกิดความผิดพลาดในการตัดสินใจที่สามารถเกิดขึ้น บางทีแล้วการค้นหาความผิดพลาดในเนื้อหาเรื่องสั้นที่เราเขียนเสร็จไปแล้วอาจจะเป็นเรื่องยาก หรืออาจจะเสียเวลา เราจึงควรป้องกันความผิดพลาดในการคิดโดยการศึกษารูปแบบของความผิดพลาด นั่นจะทำให้เราสามารถป้องกันความผิดได้ตั้งแต่ขั้นตอนที่เราเริ่มคิดและตัดสินใจเลย

มีประเด็นทางความคิดที่เราควรใส่ใจให้มากดังต่อไปนี้ เพื่อป้องกันความผิดพลาด

เรามักจะละเลยสิ่งแวดล้อมรอบตัว เมื่อเรามุ่งไปให้ความสนใจกับสิ่งที่อยู่ตรงหน้าเพียงสิ่งเดียว

ความผิดพลาดจากกระบวนการตัดสินใจแบบเร็วและแบบช้า

อคติจากสิ่งที่ชอบหรือเกลียด

อคติจากสิ่งที่เราเป็นคนสร้าง

อคติจากข้อมูลที่สนับสนุนมากเกินไป

การละเลยสิ่งแวดล้อม

ในพฤติกรรมของมนุษย์นั้น เรามีขีดจำกัดเป็นอย่างมากในการที่จะรับข้อมูลจากภายนอก และประมวลผลออกมาในเวลาเดียวกัน เช่นตำรวจที่วิ่งจับผู้ร้ายอยู่ เป็นไปได้ยากมากที่เขาจะเห็นกลุ่มวัยรุ่นตีกันในเส้นทางที่ตำรวจกำลังวิ่งผ่าน และอาจจะห่างจากเขาไปเพียงแค่ 10 เมตร แม้ว่าภาพของกลุ่มวัยรุ่นกลุ่มนั้นอาจจะเข้ามาอยู่ในสายตาของตำรวจก็ตาม ข้อมูลเหล่านั้นอาจจะส่งผ่านมาถึงหน่วยประมวลผลของตำรวจแล้ว แต่เขาก็มุ่งความสนใจไปให้กับชายที่กำลังวิ่งหนีตำรวจมากกว่า

ความผิดพลาดลักษณะนี้ก็สามารถเกิดขึ้นได้กับการตัดสินใจในงานเขียน หากลองคิดถึงตำรวจที่ไล่จับผู้ร้ายดู จะเห็นว่าการตัดสินใจของตำรวจนั้นอยู่ในช่วงเวลาที่รวดเร็ว จึงทำให้เกิคความผิดพลาดได้ง่าย หากตำรวจนั้นไม่ได้วิ่ง แต่แค่เดินไปสกัดคนร้ายตามจุดที่ได้รับมอบหมาย เขาก็มีโอกาสที่จะเห็นกลุ่มวัยรุ่นที่ตีกันได้มากกว่า

เราสามารถลดความเร็วในกระบวนการคิด ทำให้เกิดความรอบครอบในการรับรู้สภาพแวดล้อมต่างๆในเรื่อง เพื่อป้องกันความผิดพลาดในการมองข้ามบางสิ่งไป เช่นเมื่อเราเขียนเรื่องเกี่ยวกับการสืบสวนสอบสวน เราสร้างตัวละครมาหลายตัว สร้างเหตุการณ์สร้างสภาพแวดล้อม แต่เรารีบด่วนเฉลยว่าใครคือคนร้ายในเรื่อง จนเราละเลยที่จะอธิบายบางเหตุการณ์ที่เราได้เกริ่นไว้ก่อนหน้านี้ ทำให้เรื่องสืบสวนของเรามีข่องโหว่ที่จะสร้างทางเลือกในการจบ ที่ไม่จำเป็นต้องจบแบบที่นักเขียนออกแบบไว้

ความผิดพลาดจากการตัดสินใจแบบเร็วและแบบช้า

คนเรามีรูปแบบของการตัดสินใจอยู่ 2 แบบ คือแบบที่ 1 คือแบบเร็ว และแบบที่ 2 คือแบบช้า ลองคิดดูว่าหากเราตั้งคำถามกับใครบางคนว่า 2 คูณ 2 เท่ากับเท่าไหร่ แน่นอนว่าทุกคนย่อมตอบได้อย่างฉับพลันว่า 4 ผู้ตอบๆโดยที่ไม่ต้องคำนวนในสมองเลย พวกเขาจดจำรูปแบบของคำตอบได้ในหัวและตอบมันออกมาทันที เหมือนกับที่เรามองดูภาพเครื่องบินก็สามารถบอกได้ทันทีว่ามันคือเครื่องบิน นี่คือการตัดสินใจแบบที่ 1

คราวนี้ลองตั้งคำถามกับคนๆเดิมว่า 22 คูณ 17 เท่ากับเท่าไหร่ ผู้ตอบจะนั่งเงียบไปพักหนึ่งและหาขั้นตอนกระบวนการในการแก้ปัญหา บางคนอาจจะเรียงลำดับขั้นตอนการแก้ปัญหา เช่น เอา 10 คูณด้วย 22 ได้ 220 จากนั้นเอา 5 คูณ 22 ได้ 110 สุดท้ายเอา 2 คูณ 22 ได้ 44 เอาผลลัพธ์จากทุกข้อมารวมกันจะได้ 374 หรือบางคนอาจจะมีขั้นตอนในแบบอื่นเช่น เอา 17 คูณด้วย 2 ได้ 34 แล้วคูณต่อด้วย 10 ได้ 340 แล้วบวกด้วย 34 อีกที่ก็จะได้ 374 จะเห็นว่าการตัดสินใจแบบนี้เป็นแบบที่ 2 หรือแบบช้า ซึ่งคำตอบที่ได้จากการตัดสินใจแบบนี้จะยากที่จะเป็นคำตอบที่ผิดเพราะผ่านกระบวนการขั้นตอนวิธีคิดมาระดับหนึ่งแล้ว

ความผิดพลาดในรูปแบบนี้คือจะมาจากเราจะใช้วิธีการตัดสินใจแบบที่หนึ่ง มาใช้กับปัญหาที่ควรใช้การตัดสินใจในแบบที่ 2 ถ้าหากใช้การตัดสินใจแบบเร็วตอบคำถาม 22 คูณ 17 ได้เท่าไหร่ หากตอบทันทีและไม่เคยรู้คำตอบมาก่อนย่อมต้องตอบผิดอย่างแน่นอน เหมือนกับเราไปที่ร้านเครื่องประดับ และมองดูสินค้าชิ้นหนึ่งพร้อมตัดสินใจว่าจะซื้อหรือไม่ หากเราใช้วิธีการตัดสินใจแบบที่ 2 ในการตัดสินใจ เราจะคิดว่าเครื่องประดับชิ้นนี้เหมาะกับเราหรือไม่ หากซื้อมาแล้วจะได้ใส่ในโอกาสไหนบ้าง บ่อยครั้งหรือเปล่า ราคาแพงไป? หากเราคิดว่าเครื่องประดับชิ้นนี้เหมาะกับเรา มันสามารถเพิ่มความมั่นใจให้กับเราได้เยอะ และเราสามารถใส่มันได้ในหลายโอกาส ราคามันไม่แพงเลย แน่นอนว่าเจ้าของความคิดจะต้องซื้อมัน

แต่ถ้าหากว่าเราใช้การตัดสินใจแบบเร็วด้วยความเคยชิน เหมือนกับที่เราเลือกซื้ออาหาร หากเป็นอาหารเราคงไม่ต้องคิดมากเพราะเราซื้อเพื่อมากินแก้หิว เราตัดสินใจซื้อเครื่องประดับนั้นโดยที่ชั่งน้ำหนักความคุ้มค่าใดๆเลย มีโอกาสอย่างมากที่เราจัพบถึงความผิดพลาดในการตัดสินใจ เมื่อพบว่าเราไม่เคยหยิบเครื่องประดับชิ้นนั้นมาใช้เลย

ในงานเขียน

วันเสาร์ที่ 3 มกราคม พ.ศ. 2558

บทสุดท้าย น้อมรับคำวิจารณ์ และนำสิ่งเหล่านั้นไปปรับปรุงในงานเขียนชิ้นถัดไป

ในโลกนี้มีผู้เกร่งกล้าฝีมือมากกว่าเรามากมาย หากนักดาบคนใดมีโอกาสได้ต่อสู้ฟาดฟันกับนักดาบที่มีฝีมือเหนือชั้นกว่า หากเขาไม่ตายหรือพิการไปเสียก่อน นักดาบผู้นั้นย่อมต้องมีฝีมือแข็งแกร่งขึ้นอย่างแน่นอน เช่นเดียวกันกับในงานเขียนเรื่องสั้น หากโชคดีมีนักเขียนผู้มีประสบการณ์มาอ่านงานของเราและได้ฝากคำวิจารณ์ติชมเอาไว้ นั่นคือโอกาสดีที่หาได้ยากยิ่งในการพัฒนาฝีมือในการเขียนของเรา

งานเขียนเรื่องสั้นของเราเมื่อมันถูกถ่ายทอดออกไปในที่สาธารณะ ไม่ว่าจะถูกตีพิมพ์ในหนังสือหรือถูกเผยแพร่ผ่านเว็บไซท์ นั่นหมายถึงว่ามันเป็นผลงานของสาธารณะแล้ว ใครก็ตามที่ผ่านมาเห็นก็สามารถอ่านและวิจารณ์ผลงานชิ้นนั้นได้อย่างเต็มที่

อย่างที่เกริ่นไว้ย่อหน้าข้างบน ใครๆก็สามารถฝากคำวิจารณ์ติชมไว้กับเรื่องสั้นของเราก็ได้ โดยเฉพาะหากเรานำเรื่องสั้นของเราไปเผยแพร่ผ่านเว็บบอร์ด ซึ่งจะเปิดให้ผู้ที่เข้ามาอ่านฝากความคิดเห็นไว้ได้ แน่นอนว่าผู้ที่เข้ามาเขียนความคิดเห็นย่อมมีมากหน้าหลายตา อาจจะเป็นผู้ที่มีประสบการณ์ในงานเขียนหรือไม่มี รสนิยมอาจจะไม่ตรงกับงานที่เราเขียน แต่พวกเขาทั้งหมดนั้นคือนักอ่าน ในบางความเห็นอาจจะเป็นการชื่นชมหรือตำหนิ เราสามารถนำความเห็นเหล่านั้นมาวิเคราะห์ผลงานของเราได้ว่ามีพัฒนาการดีขึ้นอย่างไร

และในส่วนของคำวิจารณ์นั้น สิ่งที่เราต้องตระหนักไว้ก่อนคือ เราไม่สามารถโต้เถียงในประเด็นใดๆกับผู้ที่วิจารณ์งานเขียนของเราได้ เช่นหากมีนักอ่านบอกว่าเนื้อเรื่องที่เราสร้างขึ้นมานั้นไม่สัมพันธ์กัน หรืออาจจะเป็นสำนวนที่อ่านแล้วไม่เข้าใจ สิ่งที่เราทำได้ต่อจากนี้ก็มีเพียงแค่กลับไปหาจุดบกพร่องในงานเขียนชิ้นนั้นว่ามันเป็นตามคำวิจารณ์นั้นหรือเปล่า หากมันเป็นไปตามนั้นเราก็อาจจะกลับไปปรับปรุง หรืออาจจะใช้การแก้ไขข้อบกพร่องนี้ในงานชิ้นถัดๆไป เราไม่ควรที่จะไปโต้เถียงใดๆกับคำวิจารณ์นั้นได้ แม้ว่าเราอาจจะมั่นใจว่าประเด็นนั้นๆของเราไม่ได้บกพร่องไปตามที่คำวิจารณ์นั้นว่าไว้ สิ่งที่เราควรทำก็แค่น้อมรับคำวิจารณ์นั้นไว้เท่านั้นเอง

แต่ถ้างานเขียนของเรานั้นไม่ได้มีจุดบกพร่องตามที่มีผู้วิจารณ์ไว้ ผู้ที่จะโต้แย้งแทนเราก็คือนักอ่านด้วยกันเอง ซึ่งนักอ่านบางคนอาจมีมุมมองที่ต่างกัน อาจจะมองเห็นในสิ่งที่คนอื่นอาจจมองไม่เห็นหรือไม่เข้าใจ ปล่อยให้พวกเขาถกเถียงกันเองโดยที่เราไม่มีสิทธิ์ที่จะโต้แย้งในประเด็นใดๆ

สุดท้ายนี้ ผู้ที่เขียนหนังสือเล่มนี้ก็ไม่ได้มีฝีมือที่เก่งกาจอะไรมากมายในการเขียน เพียงแต่แค่นำจุดสังเกตต่างๆมาร่วมแบ่งปัน ในเนื้อหาของหนังสือผู้เขียนพยายามเขียนให้เป็นแนวทางแบบปลายเปิด นั่นหมายความว่าทางเลือกในหนังสือเป็นเพียงทางเลือกหนึ่งเท่านั้น ยังมีทางเลือกอีกนับล้านที่สามารถนำมาใช้ในการแต่งเรื่องสั้นได้ แน่นอนว่าไม่มีทางเลือกไหนดีที่สุด เพียงแต่ว่านักเขียนแต่ละคนมักจะใช้ทางเลือกที่ตัวเองถนัดที่สุดเท่านั้นเอง

เรื่องสั้นที่ดีมันขึ้นอยู่กับหลายองค์ประกอบ เริ่มตั้งแต่แนวคิดของนักเขียนรวมไปถึงรสนิยมของผู้อ่านเรื่องสั้น งานเขียนที่ดีอาจหมายถึงงานที่ถ่ายทอดแนวคิดของนักเขียนให้ออกมาดีที่สุด ต่อจากนั้นก็รอให้นักอ่านมาพานพบกับงานเขียนของเราแค่นั้นเอง

วันอังคารที่ 4 พฤศจิกายน พ.ศ. 2557

บทที่ 8 ตรวจสอบงานเขียน

การตรวจสอบหรือทบทวนงานเขียนของเรา เป็นการประเมินความพึงพอใจของผู้ที่แต่งงานเขียน ว่าพึงพอใจกับผลงานที่เราได้คาดหวังไว้ตั้งแต่ก่อนเริ่มเขียนหรือไม่ เพราะว่าบางครั้งความคาดหวังที่เราตั้งไว้มีโอกาสที่จะคลาดเคลื่อนได้ในระหว่างการสร้างสรรค์ผลงาน การประเมินความพึงพอใจจึงเป็นสิ่งสำคัญในเรื่องของคุณภาพงานเขียนที่เราจะสามารถรักษาระดับมาตรฐานไว้ ดังนั้นแล้วขั้นตอนนี้จึงเป็นขั้นตอนที่สำคัญมากที่จะบอกได้ว่าเราใส่ใจงานเขียนของเรามากน้อยเท่าไหร่

การตรวจสอบงานเขียนควรแยกออกไปเป็นประเด็นย่อย และควรตรวจสอบให้เสร็จทีละข้อ เพื่อให้แน่ใจว่าเราตรวจสอบในทุกส่วนได้ครบถ้วนแล้ว หัวข้อดังต่อไปนี้เป็นสิ่งที่นักเขียนควรพิจารณาเพื่อใช้ในการตรวจสอบและแก้ไข

คำผิด
โครงเรื่อง
บทสนทนา
คำอธิบายเหตุการณ์
คำบรรยายฉาก

คำผิด

เรื่องสั้นเป็นงานศิลปะที่ใช้ตัวอักษรเป็นเครื่องมือในการสร้างงาน เราใช้ตัวอักษรในการเรียงร้อยถ้อยคำให้ออกมาเป็นประโยคคำพูดเพื่ออธิบายถึงสิ่งที่เราต้องการจะบอกออกไปให้กับผู้อ่าน จึงเป็นเรื่องสำคัญที่เราควรจะเขียนคำให้ถูกต้องตามแบบแผนที่ยึดถือกันมา เพราะแบบแผนนี้เป็นสิ่งที่คนที่ใช้ภาษาไทยเข้าใจร่วมกันเป็นอย่างดีแล้ว ดังนั้นหากเราเขียนคำผิดไป อาจจะมากหรือน้อย นั่นก็อาจจะทำให้ผู้อ่านอาจจะเข้าใจคลาดเคลื่อนกับสิ่งที่เราต้องการจะสื่อ หรือแม้ว่าผู้อ่านอาจจะเข้าใจในคำที่เราเขียนผิดเล็กๆน้อยๆ แต่นั่นก็อาจจะสร้างความรำคาญใจให้กับผู้อ่านงานเขียน และอาจจะทำให้เราในฐานะผู้แต่งดูไม่เป็นมืออาชีพเท่าที่ควร

โชคดีที่ทุกวันนี้มีเครื่องมือในการตรวจสอบคำผิด โดยส่วนใหญ่เรามักจะเขียนงานบนคอมพิวเตอร์อยู่แล้ว และในโปรแกรม Text editor ก็มักจะเพิ่มความสามารถในการตรวจสอบคำผิดมาให้เราด้วย นั่นจึงเป็นตัวช่วยอย่างดีในการตรวจสอบคำที่สะกดผิดรูปแบบได้ แต่ว่าการใช้เครื่องมือนี้ตรวจสอบคำผิดก็ไม่สามารถตรวจสอบได้ครบถ้วนสมบูรณ์เสมอไป บางครั้งคำที่สะกดถูกรูปแบบแต่เขียนสะกดต่างกันต่างความหมายก็มีมาก เช่นคำว่า สุก-สุข, พลาด-พาด, น่า-หน้า ฯลฯ คำที่เขียนคล้ายๆกันแต่ความหมายต่างกันก็เป็นอีกสิ่งหนึ่งที่มักจะเขียนผิดกันได้ จึงมีความจำเป็นที่เราจะอ่านทบทวนด้วยตัวเองซ้ำไปซ้ำมาจนกว่าจะแน่ใจ และการอ่านซ้ำไปซ้ำมานี้ยังจะช่วยเราตรวจสอบหัวข้อต่อๆไปด้วย

โครงเรื่อง

มีความเป็นไปได้ที่โครงเรื่องที่เราสร้างเอาไว้ก่อนหน้านี้จะบิดเบี้ยวเข้ารกเข้าพงไปเมื่องานเขียนออกมาเสร็จสมบูรณ์ จนบางครั้งอาจจะไม่เหลือเค้าโครงเดิมที่เราร่างเอาไว้ในตอนเริ่มต้น หากว่าเรากลับมาอ่านงานของเราและเราพบว่าเค้าโครงของเรื่องมันผิดเพี้ยนไปจนหมดสิ้นหรือผิดเพี้ยนไปบ้างนิดหน่อย เราต้องตัดสินใจเลือกว่าเราต้องการแบบไหน หากโครงเรื่องแบบใหม่เรายอมรับมันได้ก็ไม่อาจจะไม่ต้องแก้อะไรในส่วนนี้ แต่ถ้าหากว่าเรายังต้องการที่จะคงไว้ซึ่งโครงเรื่องเริ่มแรกที่เราคิดไว้ เช่นหากเราจะเขียนเรื่องสั้นที่เล่าถึงประเด็นปัญหาสังคมที่เกิดขึ้นจริง แต่ในระหว่างที่เริ่มเขียนเรามีความคิดใหม่เพิ่มเข้ามาจนทำให้โครงเรื่องผิดเพี้ยนจนไม่สามารถอธิบายประเด็นเรื่องปัญหาสังคมที่เราต้องการจะสื่อ หากเป็นเช่นนี้เราก็คงต้องกลับไปแก้ไขงานเขียนของเรา

บทสนทนา

บทสนทนาคือการเขียนประโยคคำพูดที่ออกมาจากตัวละคร การใช้ภาษาพูดในงานเขียนบางทีอาจจะทำให้อ่านไม่รู้เรื่อง หรือดูไม่สวยงามเท่าไหร่ เวลาที่คนเราใช้หูฟังจะตีความประโยคที่ได้ยินรวดเร็วกว่าประโยคที่อ่านด้วยตา ดังนั้นหากเป็นประโยคเหมือนกันแต่ถ้าแปลภาษาโดยใช้หูจะเข้าใจได้ง่ายกว่าอ่านจากประโยคที่ใช้ตัวอักษรเขียน ตัวอย่างเช่นประโยคคำพูดที่ว่า "กินไรยัง" มันย่อมาจากคำว่า "กินอะไรหรือยัง" แต่ถ้าเราได้ยินคำว่า "กินไรยัง" เรามักจะเข้าใจได้ทันทีที่ได้ยิน แต่ลองจินตนาการว่าหากคำนี้ถูกเขียนออกแล้วเราอ่านมัน เราจะไม่คุ้นเคยและเข้าใจมันได้ทันที อาจจะทำให้ผู้ที่อ่านเรื่องสั้นของเราหงุดหงิดได้หากเจอคำเหล่านี้ในงานเขียน

อีกประเด็นที่เราต้องพิจารณาตรวจสอบเกี่ยวกับบทสนทนาคือ บทสนทนาเหล่านั้นจะสื่อถึงสิ่งที่ตัวละครต้องการแสดงออกมาได้หรือไม่ หรือว่ามันจะสื่อถึงเรื่องราวที่เราต้องการจะเล่าได้มากน้อยเพียงใด วิธีการตรวจสอบเกี่ยวกับเรื่องนี้โดยการอ่านมันโดยคำนึงว่าในฐานะผู้อ่านเรื่องสั้นที่ยังไม่รู้เรื่องราวจะสามารถเข้าใจมันได้อย่างง่ายดายหรือเปล่า แน่นอนว่าเราในฐานะผู้แต่งเรื่องสั้นย่อมมีความเข้าใจในประเด็นเรื่องสั้นได้ดีกว่าอยู่แล้ว นี่จึงเป็นสิ่งสำคัญอีกเรื่องหนึ่งที่เราต้องใส่ใจให้มาก

คำอธิบายเหตุการณ์

เช่นเดียวกันกับบทสนทนา ในเรื่องของภาษานั้นเราต้องพิถีพิถันกลั่นกรองคำให้ออกมาในภาษาเขียน ความสวยงามของภาษาจะเพิ่มความสวยงามให้กับเรื่องสั้นของเรา และต้องอธิบายความคิดของเราให้ออกมาอย่างชัดเจนด้วย เหตุการณ์ต่างๆที่เราได้จินตนาการไว้ในหัวสมอง มันจะถูกถ่ายทอดออกมาโดยตัวอักษร เราต้องอ่านซำ้ไปซ้ำมาเพื่อให้แน่ใจว่าผู้ที่อ่านงานเขียนจะเข้าใจในสิ่งที่เราเขียน เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในเรื่องสั้นจะเป็นสิ่งที่ทำให้เรื่องราวดำเนินต่อไปได้จนจบ

วันอังคารที่ 7 ตุลาคม พ.ศ. 2557

บทที่ 6 การเขียนเนื้อเรื่อง

เรื่องราวเค้าโครงหนึ่งเรื่อง มีวิธีที่จะถ่ายทอดมันออกมาได้หลายร้อยพันวิธีการ และในแต่ละวิธีการก็มีความน่าสนใจที่แตกต่างกันไป ก็เหมือนกับที่เรามองดูท้องทะเลที่กว้างใหญ่ แม้มันจะเป็นท้องทะเลแห่งเดียวกัน แต่เพียงแค่เรายืนตรงจุดที่ต่างกันไม่กี่ก้าวและมองดูมันใหม่ มุมมองต่างๆและรายละเอียดของท้องทะเลก็จะดูแตกต่างกันแล้ว นั่นหมายความว่าเราในฐานะผู้ที่จะพรรณนาถึงท้องทะเล เราจะถ่ายทอดมันออกมาอย่างไรในมุมไหน และเราจะดึงความน่าสนใจของทะเลออกมาได้อย่างไรให้น่าสนใจที่สุด

มีวิธีหลายร้อยพันวิธีที่จะใช้เขียนเล่าเรื่องให้ดูน่าสนใจและมีเอกลักษณ์ เหมือนกับเทคนิคการวาดภาพที่มีหลากหลายแนวทั้งเรียลลิสติก แนวแอบสแตรก หรือจะวาดภาพด้วยดินสอ ใช้สีน้ำ สีน้ำมัน เมื่อภาพของทะเลถูกวาดด้วยเทคนิคที่ต่างกัน ทะเลที่อยู่ในแต่ละภาพวาดจึงให้อารมณ์และความรู้สึกที่ต่างกัน

จากที่อธิบายไปแล้วนั้น หากเรามีเค้าโครงเรื่องที่เราสร้างไว้ เราต้องคิดต่อไปว่าเราจะถ่ายทอดมันออกมาอย่างไรดี มีเทคนิคมากมายในการเล่าเรื่อง โดยเราอาจจะต้องคิดก่อนว่าจะให้ใครเป็นผู้เล่าเรื่อง สิ่งที่จะเล่าเรื่องหรือเป็นตัวดำเนินเรื่องนั้นจะเป็นอะไรก็ได้ที่เป็นองค์ประกอบในเรื่องสั้น เราสามารถมอบหมายหน้าที่นี้ให้ใครหรือวัตถุสิ่งใดก็ได้ ที่เราจินตนาการถึง องค์ประกอบหลักที่นักเขียนส่วนใหญ่ใช้เป็นตัวเล่าเรื่องมีดังนี้

  • ตัวเอกของเรื่อง
  • ผู้สังเกตุการณ์
  • วัตถุสิ่งของ
  • กิจกรรมที่เกิดขึ้น
การเลือกว่าจะให้ใครหรือวัตถุใดเป็นตัวเล่าเรื่อง ก็เหมือนกับที่เราเปลี่ยนจุดยืนในการมองไปที่ท้องทะเล เช่นหากเราเปรียบทะเลเป็นวัตถุชิ้นหนึ่ง และเราให้วัตถุชิ้นนั้นคือปัญหาการทุจริตในการก่อสร้างอาคารโรงเรียน หากเราเปลี่ยนผู้เล่าเรื่องไปเรื่อยๆ มุมมองของการทุจริตในการก่อสร้างก็จะเปลี่ยนไปทันที ลองดูตัวอย่างดังต่อไปนี้

นักเรียน หากผู้เล่าเรื่องคือนักเรียน นักเรียนที่อยู่ในโรงเรียนย่อมเป็นผู้สูญเสียผลประโยชน์อย่างแน่นอน เพราะการทุจริตอาจสร้างความเสียหายให้โดยตรง เช่นมีการทุจริตจนสร้างอาคารเรียนไม่เสร็จจึงไม่มีโอกาสใช้งาน หรือสร้างเสร็จแต่อาคารถล่มเพราะก่อสร้างไม่ได้คุณภาพ เด็กนักเรียนย่อมออกมาต่อต้านหรือเรียกร้องให้มีการตรวจสอบหาคนผิด

ผู้รับเหมาก่อสร้าง มีความเป็นไปได้ที่ผู้รับเหมาก่อสร้างจะได้รับผลประโยชน์จากการทุจริต เขาไม่มีส่วนได้รับความเสียหายโดยตรงจากการทุจริตอยู่แล้ว (ไม่นับรวมว่าอาจถูกจับได้) มุมมองของเขาจึงไม่สนใจกับความเสียหายที่จะเกิดขึ้น การเล่าเรื่องจากผู้รับเหมาที่ทุจริตคือต้องหาวิธีที่จะโกงให้สำเร็จ โดยที่ไม่มีใครจับได้

เจ้าหน้าที่ของรัฐ การทุจริตอาจมีเจ้าหน้าที่ผู้มีอำนาจมาเกี่ยวข้อง หากมองในมุมมองของเจ้าหน้าที่ เขาก็ต้องพยายามทำให้ตัวเองรอดพ้นความผิดไม่ให้มีใครจับได้เช่นกัน

ผู้สังเกตุการณ์ มุมมองของผู้สังเกตุการณ์ที่มองเห็นภาพรวมทั้งหมด อาจจะบรรยายถึงความลำบากของนักเรียน และพูดถึงความละโมบและขี้โกงของคนทำผิด การเอาตัวรอดจากช้อกล่าวหาต่างๆนาๆ

หรือเราอาจจะให้วัถุสิ่งของเป็นคนเล่าเรื่อง อาจจะเป็นซากตึกที่ถล่มลงมากว่าครึ่ง หรือกิจกรรมที่เกิดขึ้น เช่นการทุบตึกที่ถล่มไปแล้วกว่าครึ่ง มุมมองในการเล่าเรื่องก็จะเป็นการอธิบายสิ่งที่เกิดขึ้นจริงนั่นเอง

ตัวเอกของเรื่อง

ตัวเอกของเรื่องหมายถึงเป็นการเล่าจากบุคคลที่ 1 ก็คือตัวละครที่เราสร้างขึ้นมา และในตัวละครที่ถูกสร้างขึ้นมาก็ต้องมีลักษณะนิสัยและทัศนคติที่เราได้ออกแบบมาแล้ว มุมมองของการพูดถึงประเด็นปัญหาผ่านตัวละครตัวนี้ จะต้องสอดคล้องและรองรับเหตุผลของตัวละครที่เล่าเรื่อง

ดังตัวอย่างข้างบนที่ในมุมมองของแต่ละคนที่แตกต่าง จากการคิดถึงปัญหาการทุจริตสร้างโรงเรียน จุดยืนที่ต่างกันและทัศนคติที่ไม่เหมือนกัน ผู้เขียนขอยกตัวอย่างเรื่องสั้นถึงมุมมองในการเล่าเรื่องของตัวละครที่จุดยืนต่างกัน
คืนนี้คงเป็นอีกคืนหนึ่งที่ผมไม่สามารถทำตามคำขอของเธอได้อีกครั้ง ผมไม่สามารถตอบสนองความคาดหวังจากผู้คนรอบข้างได้ทั้งหมดทุกคน ผมจึงต้องให้ลำดับความสำคัญของแต่ละคน แต่ผมก็รู้สึกผิดซ้ำแล้วซ้ำอีกที่การตัดสินใจในแต่ละครั้งของผม จะให้ความสำคัญกับเธอเป็นลำดับสุดท้าย

ไม่หรอกครับ ผมไม่ได้มีเมียน้อยหรือแอบไปมีบ้านเล็กบ้านน้อยที่ไหน แต่บางครั้งเรื่องที่ทำงานผมก็ต้องออกไปพบปะกับลูกค้า เจ้านาย หรือหุ้นส่วนบริษัทที่ผมต้องหวังพึ่งพิงบารมีของพวกเขาอยู่ และอีกอย่างคือครอบครัวของผมคือครอบครัวใหญ่ มีญาติผู้ใหญ่และลูกพี่ลูกน้องมากมายที่ผมจะต้องไปเจอหรือทำธุระด้วย ผมคิดเสมอว่าเธอคงจะเข้าใจผม ไม่เก็บเรื่องหยุมหยิมพวกนี้มาเป็นเรื่องทะเลาะเบาะแว้ง และเธอก็ไม่เคยเอาเรื่องพวกนี้มาเป็นเรื่องทะเลาะกับผมเลยสักครั้ง แต่ในใจลึกๆแล้วผมไม่รู้ว่าเธอคิดอย่างไร

คืนนี้ผมปฏิเสธเธอไปอีกครั้งที่จะออกไปทานอาหารมื้อค่ำด้วยกัน เพราะผมมีงานด่วนต้องต้อนรับลูกค้าจากต่างประเทศ โดยที่ผมมีลางสังหรว่าคืนนี้อาจจะเป็นโอกาสเพียงครั้งสุดท้ายที่ให้ผมได้แก้ตัว เมื่อผมต้องเลือกระว่างงานกับภรรยา สมองสั่งการให้ผมเลือกงานก่อน เมื่อเวลาผ่านไปและผมมองย้อนกลับมา ผมรู้สึกตำหนิตัวเองที่ไม่แม้แต่จะโทรไปขอเลื่อนนัดกับเธอ
ในวัดถัดมาผมพยายามเช็คทุกตารางนัดในปฏิธินว่าตัวเองจะว่างหรือไม่ ผมไม่มีงานในคืนนี้ ผมโทรหาเธอหลายรอบเพื่อยื่นข้อเสนอที่ผมปฏิเสธไปหลายครั้งให้เธอ ไม่มีเสียงตอบรับใดๆจากคำขอของผมผ่านโทรศัพท์ ผมทำได้แต่เพียงส่งข้อความไปหาเธอ และในคืนนั้นผมไปรอเธอยังร้านอาหารที่เราเคยนัดกันไว้

ผมนั่งรอบนโต๊ะอาหารในร้านที่บรรยากาศอบอวลไปด้วยเสียงเพลงและแสงไฟ อาหารถูกจัดเตรียมไว้สำหรับ 2 คน จาน 2 ชุดและแก้วน้ำอีก 2 ใบ ทุกอย่างบนโต๊ะอาหารสมบูรณ์แบบครบทุกอย่าง ที่สิ่งที่ขาดไปคือ 'เธอ' เท่านั้น

ผมนั่งรอด้วยจิตใจที่ว้าวุ่น และไม่กล้าพอที่จะกดเบอร์โทรศัพท์ของเธออีกครั้ง เวลาผ่านไปจนร้านใกล้ปิด ผมเดินออกจากร้านโดยที่อาหารบนโต๊ะยังไม่ถูกแตะ แก้วน้ำยังไม่ถูกจิบ ผมเดินออกจากร้านอาหารพร้อมน้ำตา
นี่คือตัวอย่างการเล่าเรื่องจากมุมมองของฝ่ายชาย เราลองดูมุมมองของฝ่ายหญิงกันบ้าง

ฉันไ่ม่รู้ว่าเขาคิดอย่างไรกับฉัน เราแต่งงานกันมานานแล้ว หากมองจากคนภายนอกก็ดูเหมือนว่าชีวิตแต่งงานของเราดูราบเรียบไม่มีปัญหาอะไร แต่ทำไมเมื่อฉันคิดถึงเกี่ยวกับเรื่องนี้ ความเหงาที่ออกมาจากก้นบึ้งของจิตใจมักจะออกมาครอบงำเสมอ ฉันร้องไห้หลายครั้งจนตอนนี้ไม่มีน้ำตาแล้วให้กับใคร

บางทีฉันก็พยายามใช้เหตุผลมากกว่าอารมณ์ แกล้งทำเป็นเข้าใจเสมอว่าเขามีภาระหน้าที่ต้องทำ แต่เหตุการณ์ที่เกินขึ้นในคืนนี้มันยิ่งตอกย้ำความรู้สึกที่ฉันคิดมาไว้ตลอดก็ได้ ฉันรู้ดีว่าเขารักฉัน และเขาไม่ได้ไปมีคนอื่น เพียงแต่เขาให้ความสำคัญกับฉันน้อยไป

เรานัดกันมาทานอาหารเย็นที่ร้านประจำของเรา ที่นั่งประจำฉันก็มาจองไว้ตั้งแต่ร้านยังไม่เปิด ฉันส่งอาหารมาสำหรับคน 2 คน จาน 2 ชุดและแก้วน้ำอีก 2 ใบ ทุกอย่างบนโต๊ะอาหารสมบูรณ์แบบครบทุกอย่าง ที่สิ่งที่ขาดไปคือ 'เขา' เท่านั้น

ฉันนั่งรอด้วยความน้อยเนื้อต่ำใจ ไม่กล้าแม้จะโทรหาเขาเพราะรู้ว่าคงติดธุระสำคัญ ไม่อยากให้เขาเสียสมาธิ ฉันนั่งรอจนพนักงานเริ่มมาเก็บร้าน สุดท้ายฉันเดินออกจากร้านโดยที่อาหารบนโต๊ะยังไม่ถูกแตะ แก้วน้ำยังไม่ถูกดื่ม ฉันเดินออกจากร้านพร้อมน้ำตา

ฉันนอนร้องไห้ทั้งคืนจนวันต่อมาน้ำเสียงยังไม่กลับมาสู่ปกติ เขาโทรมาหาฉันแต่ฉันก็ไม่กล้ารับเพราะไม่อยากให้เขารู้ว่าฉันร้องไห้ สักพักเขาส่งข้อความมาที่โทรศัพท์เพื่อขอนัดไปทานอาหารที่ร้านเดิน ฉันดีใจแต่เมื่อมองดูสีหน้าตัวเองในกระจกที่ดวงตายังแดงก่ำและขอบตัวที่บวมช้ำ จึงคิดว่าจะไม่ไปหาเขาในคืนนี้
ตัวอย่างการเล่าเรื่องจากตัวละคร 2 ตัวนี้คือวิธีคิดและทัศคติที่แตกต่างกัน หากลองดูจะเห็นว่าฝ่ายชายก็คือองค์ประกอบหนึ่งจากเรื่อง และฝ่ายหญิงก็เป็นอีกองค์ประกอบหนึ่งของเรื่อง แต่ถ้าหากเราลองมองดูดีๆมันมีองค์ประกอบมากมายทีเราสามารถเพิ่มเข้าไปได้ไม่รู้จบ ผู้เขียนจะขอยกตัวอย่างเพิ่มองค์ประกอบที่ใกล้ตัวระหว่างฝ่ายชายและฝ่ายหญิงขึ้นมาเป็นตัวเล่าเรื่อง นั่นก็คือเด็กเสิร์ฟในร้านอาหาร

นี่ก็นานกว่าชั่วโมงนึงแล้ว ที่ชายคนนั้นนั่งรอใครบางคนอยู่บนโต๊ะอาหาร ฉันแอบเฝ้าสังเกตเขามาสักพักแล้ว ท่าทางของเขาเหมือนร้อนรนใจถึงเรื่องอะไรสักอย่าง เขาเฝ้ามองที่เครื่องโทรศัพท์ ได้แต่กดปุ่มแต่ก็ไม่ได้เห็นคุณอะไรกับใคร

ทุกอย่างที่อยู่บนโต๊ะอาหารนั้นเพรียบพร้อมไปด้วยอาหารสำหรับ 2 คน จาน 2 ชุดและแก้วน้ำอีก 2 ใบ แต่สิ่งที่ขาดหายไปคือคนอีกคนหนึ่ง

เวลาผ่านไปเนิ่นนานจนพวกฉันเริ่มจะเก็บร้าน เขาเรียกพนักงานไปเก็บเงินค่าอาหารโดยที่อาหารในแต่ละจานไม่ถูกแตะเลย น้ำในแก้วก็ไม่ถูกยกดื่ม และฉันเห็นเขาเดินออกจากร้านอาหารพร้อมน้ำตา ฉันยืนมองเรื่องราวที่เกิดขึ้นนี้ตั้งแต่ต้นจนจบ ความรู้สึกหนึ่งเกิดขึ้นมาจากความทรงจำของฉันทันที ฉันเคยเห็นเหตุการณ์ที่คล้ายกันนี้แล้ว ทุกอย่างเหมือนกันหมดยกเว้นจากผู้ชายเปลี่ยนเป็นผู้หญิงและช่วงเวลาที่เปลี่ยนไป

ใช่แล้ว เมื่อวานมีผู้หญิงคนหนึ่งมานั่งที่โต๊ะตัวเดียวกัน สั่งอาหารเมนูเดียวกัน เครื่องดื่มยี่ห้อเดียวกัน เธอนั่งเหม่อลอยเหมือนเฝ้ารอใครบางคน เธอเฝ้ามองดูโทรศัพท์และกดปุ่มแต่ก็ไม่ได้คุยกับใครผ่านโทรศัพท์ และเวลาผ่านไปจนใกล้จะปิดร้านเธอก็เดินจากไปโดยไม่ไม่แตะอาหารและเครื่องดื่มบนโต๊ะ ฉันคิดว่าพวกเขาทั้งสองต้องเป็นคู่รักกันแน่ๆ ฉันไม่รู้ว่าพวกเขามีเรื่องบาดหมางใจอะไร แต่ฉันมั่นใจว่าพวกเขาต่างแคร์ความรู้สึกของอีกฝ่ายมาก เพียงแค่มันอาจมีความจำเป็นอะไรสักอย่างที่ทำให้เกิดความไม่เข้าใจกันระหว่างทั้งสองฝ่าย
นี่คือตัวอย่างเรื่องที่ถูกเล่าจากคน 3 คนที่มีจุดยืนต่างกัน ทั้ง 3 คนมีทัศนคติเกี่ยวกับความสัมพันธ์ที่คล้ายๆกัน เรื่องราวที่ถูกเล่าจากคนทั้ง 3 คนนั้นจึงไม่ค่อยจะมีอะไรที่แตกตางกันมากนัก แต่ถ้าหากเราลองเปลี่ยนเป็นจุดยืนทางสัมคมและมีเรื่องที่เกี่ยวข้องกับผลประโยชน์และการสูญเสียผลประโยชน์ที่อาจเกิดขึ้นได้ในแต่ละคน มุมมองในการเล่าเรื่องราวจากแต่ละคนอาจจะเป็นด้านตรงกันข้ามไปเลย

ประเด็นเรื่องภาษีที่ดิ มีการพยายามจะนำมาใช้ในสังคมไทยเพื่อลดความเหลื่อมล้ำระหว่างคนจนกับคนรวย มุมมองของแต่ละคนที่จะมองเรื่องภาษีมรดกว่าเป็นเรื่องที่ดีหรือไม่ดีนั้น มันไม่ได้ขึ้นอยู่กับว่ากฎหมายนี้จะลดความเหลื่อมล้ำทางสังคมได้จริงหรือเปล่า แต่มันขึ้นอยู่กับว่าใครจะได้หรือเสียประโยชนช์จากการใช้กฎหมายนี้ต่างหาก

ห้องอาหารในคฤหาสหลายสิบล้าน คนกลุ่มหนึ่งกำลังคุยกันเสียงดังท่ามกลางมื้ออาหารราคาแพง ผู้คนในวัยผ่านร้อนผ่านหนาวมาเกือบ 5 ถึง 6 รอบ มีทั้งหญิงชายล้วนประดับร่างกายด้วยสร้อยแหวนมีค่า เสือผ้าแบรนด์เนมราคาแพงระยับ พวกเขาจับกลุ่มคุยกันบนโต๊ะอาหารสุดหรู

"เสี่ยเม้งจะทำอย่างไรหากมีการใช้กฎหมายภาษีที่ดินจริงๆ แล้วที่ดิน 200 กว่าไร่ที่สุพรรณมีคนสนใจหรือยังล่ะ

"ถ้ากฎหมายนั่นถูกบังคับใช้ก่อนที่ผมจะขายที่ดินแปลงนั้นได้คงจะเดือดร้อนกันถ้วนหน้าเลย เคยมีนายทุนชาวไทยมาติดต่อไว้เหมือนกันแต่พอมีข่าวว่าจะประกาศใช้ภาษีที่ดิน นายทุนพวกนั้นมันก็เตรียมจะกดราคาที่ดินทันทีเลย เลวมาก!"

เสี่ยเม้งพูดขึ้นด้วยอารมณ์เซ็ง

"ใครเลว นายทุนหรือรัฐบาล"

"ก็ทั้งสองน่ะแหล่ะ ไม่รู้มันจะรีบประกาศหาพระแสงอะไรตอนนี้ แต่ยังโชคดีนะที่ผมดีลไว้กับพวกนายทุนจากตะวันออกกลางไว้แล้ว พวกนี้ไม่ต่อราคาสักคำพร้อมจะทุ่มเงินทุกเมื่อ"

เสี่ยเม้งกระดกไวน์ราคาขวดละหลายหมื่นเข้าปากก่อนจะพูดต่อ

"แล้วเสี่ยป๋อเป็นอย่างไรบ้างล่ะ ที่ดิน 800 กว่าไร่มีโอกาสจะขายได้ก่อนมั้ย"

"ใจเย็นเสี่ยเม้ง ไม่ต้องไปรีบร้อนกับเรื่องพวกนี้หรอก ขอแค่เรามีเงินเสียหน่อย การทำธุรกิจของเราก็จะง่ายลงไปทันที ถือเสียว่าบริจาคเงินให้พวกข้าราชการสัก 10 หรือ 20 ล้าน แต่เราไม่ต้องเสียส่วนต่างไปเป็นร้อยๆล้าน คิดดูสิว่ามันคุ้มกันหรือไม่"

เสียงหัวเราะของทั้งคู่ดังลั่น แต่นั่นก็ไม่ได้เรียกความสนใจจากพวกผู้หญิงที่ไปดึงหน้าจนตึงเปรี๊ยะ พวกเธอกำลังใช้สมาธิอยู่กับการถอดเครื่องประดับเพชรมาโอ้อวดให้คนอื่นๆดู

"จะดีเหรอเสี่ยป๋อ ติดสินบนเจ้าหน้าที่มีความผิดร้ายแรงนะ"

"โธ่เสี่ย ไม่ใช่เรื่องนี้เสี่ยจะไม่รู้ คุกน่ะมีไว้ขังหมา คนจนๆและคนโง่เท่านั้นแหละ กฎหมายไม่สามารถใช้กับคนแบบเราได้หรอก จริงมั้ย"

เสียงหัวเราะจากทั้งคู่ดังลั่นอีกครั้ง
ลองดูมุมมองจากคนที่อยู่อีกฟากดู พวกเขาจะมองเรื่องภาษีมรดกนี้อย่างไร

ลานกลางบ้านไม้เก่าๆ มีกลุ่มคนกลุ่มหนึ่งกำลังนั่งล้อมวงกินข้าวกับพื้นบ้าน แต่ละคนต่างจกข้าวเหนียวและจิ้มมันลงในน้ำแกงก่อนเอาใส่ปาก

"ที่นาของจอนขายไปหรือยัง"

กำธรพูดในระหว่างที่เคี้ยวข้าวไปด้วย

"ที่ตรงนั้นเสี่ยป๋อมาเอาไปแล้ว 3 ไร่ได้มาล้านกว่าบาท"

เชิดตอบ

"มันจะบ้าหรือไงวะ ที่ตั้ง 3 ไร่ได้เงินมาแค่ล้านกว่าบาท แล้วต่อไปมันจะไปทำอะไรกิน"

"ได้แค่นี้ก็ดีแล้ว ไอ้จอนมันดันไปกู้เงินเสี่ยป๋อมาทำนาน่ะสิ แล้วฝนฟ้าบ้านเราเอย ไหนจะน้ำท่วมเมื่อปีที่แล้วอีก ยืมเงินเสี่ยมาแค่ 3 แสน ผ่านไป 3 ปีกลายเป็นเกือบ 2 ล้าน นี่ถ้าไอ้จอนมันไม่รีบตัดสินใจขายตอนนี้นะ ต่อไปมันต้องยกที่ดินให้ไอ้เสี่ยป๋อนั่นฟรีๆเลยรู้มั้ย"

"อืม เราคนจนก็ต้องทุกข์ทนไปตลอดชาติแหล่ะว่ะ แล้วต่อไปมันจะไปทำนาที่ไหน"

กำธรพูดจบก่อนจะกระดกเหล้าขาวใส่ปากรวดเดียว ในชีวิตของเขาแล้วคงมีแค่เหล้าขาวนี่แหล่ะ ที่พอจะทำให้เขาลืมเลือนความทุกข์ไปได้บ้าง แม้จะแค่ชั่วคราว

"ก็คงเหมือนคนอื่นๆน่ะ พอนายทุนยึดที่นาไป เราก็ไปเช่านาที่เดิมจากนั้นทุนนั้นทำนาต่อไป"

ถึงคราวที่เชิดจะกระดกเหล้าขาวลงคอบ้าง เหตุผลที่เขาดื่มเหล้าข้าวก็เหมือนกับที่กำธรดื่ม

"แล้วนายทุนพวกนั้นมันจะคุ้มทุนเหรอวะ ซื้อมาเป็นล้าน มาปล่อยให้เราเช่าปีสองสามหมื่น"

"ไม่หรอก ไอ่พวกนี้มันก็ประกาศขายที่ดินไปด้วย ถ้าได้ราคาดีหน่อยมันก็ไล่คนทำนาออกแล้วปล่อยขายทันทีเลย มันซื้อไปเกร็งกำไรไง"

"อ่อ เป็นอย่างนี้นี่เอง"

กำธรเตรียมรินเหล้าขาวลงในแก้วเดิมอีกครั้ง เพราะความทุกข์ของเขามันมากมายเหลือเกินที่เหล้าแค่แกัวเดียวจะระงับมันอยู่

"แต่เห็นเขาคุยกันว่ารัฐจะใช้ภาษีที่ดินเข้ามาแก้ปัญหาเรื่องการซื้อที่ดินไปเกร็งกำไร แต่ก็ไม่รู้นะว่าจะช่วยยังไง เห็นเขาว่าไวัอย่างนั้น"

เชิดพูด

"เออ มีอะไรก็รีบเอาออกมาใช้เถอะ ขอให้มันพอช่วยให้ชีวิตเราดีขึ้นได้บ้าง ตอนนี้เราเลิกพูดถึงไอ้จอนมันก่อนดีกว่า ยิ่งพูดถึงก็เครียดแทนแล้ว พรุ่งนี้เราก็คงต้องไปขอเช่าที่นาเสื่ยเม้งเพื่อเอาไว้ทำหน้าปีหน้าต่อไป"

กำธรพูดจบและนิ่งไปสักครู่หนึ่งก่อนจะตะโกนระบายอารมณ์ออกมา

"เครียดโว้ย!! นังหนู ไปแปะเหล้าที่ร้านเจ๊เพ็ญมาขวดนึง"
กำธรตะโกนสั่งให้ลูกสาวไปเอาเหล้าที่ร้านของชำข้างบ้านมาดื่มอีกหนึ่งขวด
ในการเล่าเรื่องโดยใช้บุคคลเป็นตัวเล่าเรื่อง เราสามารถใส่ความคิดเห็นและอคติผ่านตัวละครที่เล่าเรื่องนั้นได้ โดยความเห็นและอคตินั้นต้องสอดคล้องกับลักษณะนิสัยและความจำเป็นของตัวละครดังตัวอย่างข้างบน การเลือกตัวละครตัวไหนให้เป็นผู้เล่าเรื่องจึงเป็นสิ่งที่กำหนดทิศทางของเนื้อหาว่าต้องการให้ออกมาในรูปแบบไหน

เราจะเห็นว่า การใช้ตัวละครเป็นผู้เล่าเรื่อง มักจะใส่ความคิดเห็นและอคติลงไปด้วย ซึ่งความคิดเห็นและอคตินี้อาจจะเป็นของผู้แต่งเรื่องสั้นเอง หรืออาจจะเป็นของคนอื่น เช่นคนในสังคม คนใกล้ตัว บุคคลสำคัญหรืออาจจะเป็นผู้ที่มีอิทธิพลทางความคิด แต่ถ้าไม่ใช่การเล่าเรื่องผ่านบุคคล แต่เป็นการเล่าเรื่องผ่านผู้สังเกตการณ์ วัตถุสิ่งของ กิจกรรมหรือเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเอง วิธีการเหล่านี้จะไม่มีการใส่ความคิดเห็นหรืออคติอะไรลงไปเลย ผู้แต่งไม่มีสิทธ์ไปตัดสินว่าใครผิดหรือใครถูก ไม่สามารถบอกได้ว่าอะไรดีหรืออะไรเลว คนที่จะตัดสินว่าสิ่งต่างๆเป็นอย่างไรก็คือผู้ที่อ่านงานเขียนของเรานั่นเอง

ผู้สังเกตการณ์

ในที่นี้ผู้สังเกตการณ์ที่จะมาเล่าเรื่องก็คือตัวนักเขียนเรื่องสั้นเอง นักเขียนจะทำหน้าที่บอกว่าใคร ทำอะไร ที่ไหนและเมื่อไหร่ ความจริงแล้วตัวอย่างข้างบนที่ผู้เขียนยกมาในเรื่องภาษีที่ดินั้นก็คือการเล่าจากผู้สังเกตการณ์ คือแค่บอกว่าใครพูดอะไร อยู่ในอิริยาบทไหนแค่นั้นเอง แต่ที่ยกตัวอย่างไว้ในหัวข้อก่อนหน้าเพราะว่าอยากให้ดูเรื่องมุมมองมากกว่า เราไม่ได้บอกหรือตัดสินว่าเรื่องภาษีที่ดินนั่นเป็นเรื่องที่ถูกหรือผิด เราไม่ได้เป็นคนพูดอะไรออกมาเลยว่ามันเหมาะสมหรือไม่เหมาะสม ทุกสิ่งทุกอย่างที่พูดคือตัวละครในเรื่องสั้นนั้น และคนที่จะตัดสินว่าเรื่องภาษีที่ดินมันถูกหรือมันผิดหรือว่ามันจะเหมาะสมหรือไม่ก็คือผู้ที่อ่านเรื่องสั้นของเรา ถ้าให้ชาวนามาอ่าน เขาก็จะมีความเห็นอีกอย่าง แต่ถ้าให้นายทุนมาอ่าน เขาก็จะมีความเห็นอีกอย่าง

แต่ในฐานะของผู้สังเกตการณ์นั้นก็ยังสามารถใส่ความเห็นหรืออคติลงไปได้ด้วย ซึ่งการทำแบบนี้ก็เหมือนกับการพยายามเขียนเหตุผลให้นักอ่านคล้อยตามในสิ่งที่เราพูด เป็นทิศทางที่นักเขียนต้องกำหนดไว้ก่อนแล้วว่าจะเขัาข้างฝ่ายไหน อยากจะสนับสนุนใคร การเล่าเรื่องแบบนี้เป็นการเล่าเรื่องแบบมีนัยยะ ลองดูตัวอย่างต่อไปนี้ หากผู้เขียนต้องการเข้าข้างชาวนาที่ถูกเอารัดเอาเปรียบ อยากจะให้รู้ถึงความลำบากและความทุกข์ สิ่งที่ผู้เขียนจะทำคือการบรรยายสิ่งเหล่านั้นออกมา

กำธรก้มเด็ดต้นข้าวที่มีร่องรอยการกัดแทะของเพลี้ยกระโดดในแปลงนาของเขา ต้นข้าวอีกหลายต้นที่อยู่ในนาข้าวอีกกว่าสิบไล่สภาพก็ไม่ต่างไปจากนี้ กำธรไม่มีน้ำที่ไหลรินออกจากตาเพื่อจะระบายความคับแค้นใจอีกต่อไป เขารู้ตัวมานานแล้วว่าครั้งแรกของการใช้ปุ๋ยเคมีและยาฆ่าแมลงที่นายทุนเอามาแจกฟรีๆเมื่อ 5 ปีก่อนมันจะเป็นสาเหตุให้ข้าวของขาวเริ่มให้ผลผลิตน้อยในปีนี้ แต่เมื่อเคยใช้มันไปแล้วครั้งหนึ่งก็เหมือนกับโดนคำสาบให้ต้องใช้มันไปตลอด สุขภาพของกำธรก็เริ่มจะแย่ลงจากการสูดดมสารเคมีเข้าไปในร่างกาย ทำให้เขามีโรคแทรกซ้อนใหม่ๆ แต่นั่นก็ไม่ทำให้กำธรหนักใจมากไปกว่าการที่เขาไม่มีผลผลิตไปขายเพื่อเอาเงินมาใช้จ่ายในบ้าน ไม่มีเงินส่งค่าเทอมให้ลูกสาว

และในตอนนี้เองเข้ารู้แล้วว่านายทุนที่เอาปุ๋ยเคมีและยาฆ่าแมลงมาให้เขาฟรีนั้นเพื่ออะไร เพราะเมื่อไม่นานมานี้นายทุนคนนั้นพยายามที่จะมาขอซื้อที่ดินจากเขาในราคาถูก และหนี้สินจากการทำนาก็เป็นตัวผลักดันอีกอย่างที่ทำให้กำธรอาจจะต้องขายที่นา
เหตุการณ์เหล่านี้ทำให้กำธรครุ่นคิดในหัวมาตลอดว่าเขาทำผิดอะไรนักหนา จึงต้องถูกสังคมลงโทษเช่นนี้ กำธรจำได้ว่าเขาปลูกข้าวเลี้ยงคนมาตั้งแต่อายุ 20 ต้นๆ ตอนนี้เขาจะ 60 แล้ว มีคนในสังคมที่โตมาเพราะข้าวของกำธรหลายหมื่นหลายแสนคน แต่สิ่งนี้หรือคือผลตอบแทนที่เขาควรได้รับ

กำธรมองไปที่แกลลอนยาฆ่าแมลงที่นายทุนคนนั้นแจกให้เขาฟรีๆทุกปี เขาคิดว่าจะขอใช้ยาฆ่าแมลงครั้งสุดท้ายในชีวิตนี้โดยพยายามจะกรอกใส่ปากตัวเองเพื่อฆ่าตัวตาย แต่ยังไม่ทันที่กำธรจะบิดเกลียวฝาแกลลอนครบรอบ กำธรคิดถึงสิ่งที่เขารักมากที่สุดในชีวิต นั่นก็คือลูกสาวของเขานั่นเอง กำธรบิดฝาเกลียวแกลลอนยาฆ่าแมลงกลับให้ปิดแน่นเหมือนเดิน

ตัวอย่างข้างบนคือการสื่อถึงความคิดของผู้แต่งเรื่องสั้น ผู้แต่งต้องการให้นักอ่านคล้อยตามและไม่สนับสนุนการเกร็งกำไรที่ดินของนายทุน มาถึงตรงนี้ถ้าผู้อ่านยังมองภาพไม่ออกถึงผู้สังเกตการณ์ที่ไม่แสดงความคิดเห็น และผู้สังเกตการณ์ที่แสดงความคิดเห็น ผู้เขียนขอลองให้ผู้อ่านคิดถึงภาพยนตร์หลายๆเรื่องที่เคยดู โดยมากภาพยนตร์มักจะเล่าเรื่องโดยผู้สังเกตการณ์ที่ไม่ออกความเห็น คือในภาพยนตร์ก็จะฉายภาพว่าใคร ทำอะไร ที่ไหน เมื่อไหร่ ตัวละครสนทนากับใครว่าอย่างไร ฯลฯ ภาพยนตร์ก็จะบอกแค่นี้และทุกเหตุการณ์ก็จะผูกเรื่องกันจนทำให้ผู้ชมเข้าใจไปเอง

แต่ภาพยนตร์บางเรื่องที่มีคนพูดบรรยายไปด้วย โดยอธิบายเรื่องอะไรก็แล้วแต่ออกมาเป็นคำพูดโดยอาจจะใส่ความเห็นหรืออคติลงไปด้วย นี่ก็เปรียบเหมือนการเล่าเรื่องจากผู้สังเกตการณ์โดยใส่ความเห็นหรืออคติเข้าไปด้วยนั่นเอง

วัตถุสิ่งของ

โดยสามัญสำนึกของคนเรามักจะคิดว่าสิ่งของพูดไม่ได้ มันไม่สามารถบันทึกเรื่องราวและถ่ายทอดอะไรออกมาได้      ใช่ครับ มันไม่สามารถพูดออกมาเป็นคำพูดให้เราเข้าใจได้โดยง่าย และมันไม่สามารถจดจำเรื่องราวและเขียนออกมาเป็นตัวหนังสือให้เราอ่าน แต่บางทีวัตถุบางอย่างมีประวัติศาสตร์ที่เคยถูกบันทึกไว้แล้ว หรือเราจะใช้จินตนาการในการรับฟังสิ่งที่มันอยากจะบอกกับเรา วัตถุง่ายๆที่มันสามารถบันทึกเรื่องราวที่เกิดขึ้นและถ่ายทอดมันออกมาเป็นตัวอักษรให้คนอ่านเข้าใจก็คือกระดาษ ตัวอย่างต่อไปนี้คือร่องรอยของปากกาที่มีคนมาเขียนไว้ หากเราแต่งข้อความหลายๆข้อความบนกระดาษให้มันผูกเรื่องราวออกมาได้ นั่นก็ถือว่าเป็นเรื่อวสั้นที่ถูกเล่าออกมาผ่านวัตถุ

สองสามีภรรยาที่ไม่ค่อยจะได้เจอหน้ากันเพราะเวลาทำงานไม่ตรงกัน การสื่อสารของทั้งคู่คือการเขียนโน๊ตลงบนกระดาษและนำไปติดที่ตู้เย็น เพื่อส่งข้อความให้อีกฝ่ายรับรู้

"ถึงดา คืนนี้พี่ไม่ว่างนะอาจจะกลับดึก พอดีติดลูกค้าจากต่างประเทศ กินข้าวไปก่อนเลย 2/8/56"
"ถึงดา วันนี้ประชุมเครียดมากเลย มีปัญหาที่บริษัทนิดหน่อย เดี๋ยวจะไปกินเหล้ากับเพื่อน นอนไปก่อนเลย 4/8/56"
"ถึงพี่สัก วันนี้น้องรู้สึกไม่สบาย เลยไปหาหมอที่โรงพยาบาล หมอบอกให้น้องนอนที่โรงพยาบาลหนึ่งคืนเพื่อดูอาการ ตอนนี้กลับมาเก็บของใช้ที่บ้าน ถ้าพี่กลับมาแล้วให้แวะไปหาน้องด้วยนะ 8/8/56"
"ถึงดา วันนั้นพี่ขอโทษที่ไม่ได้ไป พอดีคืนนั้นลูกของเจ้านายไม่สบาย พี่ต้องขับรถพาไปโรงพยาบาล แต่พี่ก็โทรบอกรินให้ไปเยี่ยมดาแล้วนะ 10/8/56"
"ถึงพี่สัก พรุ่งนี้พ่อกับแม่จะมาเยี่ยมที่บ้าน พี่อย่าลืมกลับมากินข้าวด้วยกันนะ ท่านถามถึงพี่ด้วย 15/8/56"
"ถึงดา เมื่อคืนพี่ไปไม่ทันจริงๆ งานที่บริษัทไม่เสร็จ เดี๋ยวไว้วันหยุดเราค่อยไปเยี่ยมท่านก็แล้วกัน 17/8/56"
"ถึงพี่สัก เมื่อวานตอนเย็นน้องเป็นลมที่ออฟฟิศ ได้นอนโรงพยาบาลหนึ่งคืน เมื่อคืนตอนดึกๆโทรหาทำไมไม่รับ 23/8/56"
"ถึงดา ขอโทษที คืนนั้นเลี้ยงส่งลูกค้ากลับต่างประเทศในผับ ไม่ได้ยินเสียงโทรศัพท์ แต่ดาไปโรงบาลเอกชนแล้วใช่มั้ย ถ้าไปที่นั่นก็ไม่ต้องเป็นห่วง เขาบริการดีอยู่แล้ว 25/8/56"
"ถึงพี่สัก พี่ไม่กลับบ้านหลายคืนแล้ว โทรไปหาทำไมต้องตัดสายทิ้งตลอด 3/9/56"
"ถึงดา พี่ทำงาน เคลียร์บัญชีให้บริษัท ถ้าไม่มีธุระสำคัญก็ไม่ต้องโทรมานะ ปวดหัวจะตายอยู่แล้ว 8/9/56"
"ถึงพี่สัก วันนี้หมอนัดไปรับผลตรวจเลือด หมอบอกว่าน้องติดเชื้อ HIV"

ตัวอย่างนี้ยังใช้วัตถุที่ง่ายในการอธิบายเรื่อง เพราะมันเป็นข้อความที่คนใช้สื่อสารกัน จึงง่ายที่จะอธิบายความเป็นไปของเหตุการณ์ แต่วัตถุอื่นๆเช่นต้นไม้ใหญ่นับร้อยปี กำแพงที่เก่าแต่มีตัวหนังสือจากคนหลายคนบนนั้น รถยนต์คันเก่า ไม้เทนนิสมียี่ห้อราคาแพงแต่ยังไม่ถูกขึ้นเอ็น ฯลฯ สิ่งเหล่านี้สามารถใช้เป็นตัวเล่าเรื่องได้ทั้งสิ้น 

ต้นไม้อาจจะพูดถึงว่าใครเป็นคนปลูก มีเรื่องราวอะไรเกิดขึ้นบ้างในช่วงเวลาที่ต้นไม้กำลังเติบโต และจุดสุดท้ายของต้นไม้ หรือเรื่องราวความทุกข์ หรือความปราถนาของผู้คนที่ต้องการระบายออกมา พวกเขาเลือกกำแพง หรือครอบครัวที่เริ่มต้นชีวิตจากความยากจน ใช้รถยนต์ที่เป็นมรดกชิ้นสุดท้ายในการสร้างฐานะ หรือหญิงสาวที่มีความใฝ่ฝันอยากเป็นนักเทนนิสระดับโลก เธอฝึกซ้อมอย่างจิงจังตั้งแต่ยังเด็ก พ่อของเธอสั่งไม้เทนนิสชั้นดีจากต่างประเทศให้เธอเป็นของขวัญวันเกิด โดยพ่อของเธอบอกกับเธอว่าจะเอาไม้นี้ไปขึ้นเอ็นที่ร้าน แต่ก่อนจะถึงวันนั้นพ่อเธอหัวใจล้มเหลวเสียก่อน เธอตัดสินใจเก็บไม้เทนนิสนี้ไว้โดยไม่ยอมไปขึ้นเอ็น

ตัวอย่างที่กล่าวไปนั้นเรื่องราวอาจจะไม่ได้ถูกเล่าจากวัตถุ แต่จะเห็นว่าวัตถุเป็นตัวชี้นำให้มีการเล่าเรื่อง วิธีการนี้ถือว่าเป็นการผสมผสานผู้เล่าเรื่องให้มีหลายๆบทบาท

กิจกรรมที่เกิดขึ้น

การเล่าเรื่องโดยกิจกรรมที่เกิดขึ้นนั้นเหมือนกับว่าไม่มีใครมาเล่าเลย ผู้อ่านงานเขียนจะรับรู้เรื่องราวได้จากตัวเขาเอง หากสังเกตดู การเล่าเรื่องจากกิจกรรมจะคล้ายกับการเล่าเรื่องจากผู้สังเกตการณ์ แต่ถ้าดูดีๆแล้วเรื่องที่ถูกเล่าจากผู้สังเกตการณ์จะเหมือนกับมีบุคคลที่ 3 มาเล่าให้นักอ่านฟังอีกทีหนึ่ง ผู้สังเกตการณ์อาจจะมีคำบรรยายหรือช่วยอธิบายบางสิ่งออกมา แต่การเล่าโดยกิจกรรมนั้นจะบอกในสิ่งที่ตาเห็นและหูได้ยิน เนื้อเรื่องจะบอกว่าเกิดเหตุการณ์อะไรขึ้น แต่ไม่บอกเบื้องหลังหรือความจำเป็นใดๆ เนื้อเรื่องจะบอกว่าตัวละครพูดอะไรออกมา แต่ไม่อธิบายถึงความในใจของตัวละครให้นักอ่านรับรู้ ดังนั้นแล้วจะเป็นหน้าที่ของนักอ่านเองที่จะตีความเรื่องราวนั้นออกมาตามที่พวกเขาเข้าใจ


ตัวอย่างเรื่องสั้นจากลิงค์นี้จะเป็นบทสนทนาล้วนๆ แต่มีการบอกว่าเป็นบทสนทนาจากใครและคุยกันที่ไหน การเล่าเรื่องแบบนี้อาจจะทำให้เรื่องสั้นของเราเป็นนามธรรม นักอ่านสามารถตีความไปได้ต่างๆนานา เพราะเราไม่มีการชี้นำใดๆลงไป เรื่องสั้นที่เล่าเรื่องโดยกิจกรรมที่เกิดขึ้นยังเหมาะสำหรับเนื้อเรื่องที่มีประเด็นอ่อนไหว เช่นเรื่องเกี่ยวกับศรัทธาความเชื่อ หรือเรื่องศาสนา เราแค่เขียนในสิ่งที่มีโอกาสเกิดขึ้นจริงได้ แต่ไม่ต้องชี้นำว่ามันเกิดขึ้นเพราะเหตุนั้นหรือเหตุนี้ ปล่อยให้นักอ่านในจินตนาการและประสบการณ์ในการตัดสิน

วันศุกร์ที่ 3 ตุลาคม พ.ศ. 2557

บทที่ 5 การเขียนเปิดเรื่อง

ในการเขียนบทความอะไรก็แล้วแต่ จะต้องมีย่อหน้าที่เป็นคำนำหรือเกริ่นเรื่อง ย่อหน้าเหล่านี้คือจะบอกกับผู้อ่านบทความว่าเขากำลังจะอ่านเรื่องอะไร มีอะไรในบทความนี้บ้างที่น่าสนใจ และผู้ที่อ่านสามารถสร้างความคาดหวังอะไรจากการอ่านบทความชิ้นนี้ การเขียนเปิดเรื่องมีส่วนสำคัญมากที่จะตัดสินว่าผู้ที่อ่านเรื่องสั้นจะเปิดอ่านเรื่องสั้นของเราต่อไป หรือจะเปิดผ่านไปเรื่องสั้นเรื่องถัดไป มันอาจจะเป็นประตูด่านที่ 3 ที่ผู้อ่านของเราจะเปิดเข้ามา และเขาจะตัดสินใจว่าจะเปิดประตูบานถัดไปหรือเปล่า ประตูบานแรกอาจจะเป็นชื่อเสียงของผู้แต่งเรื่องสั้น หากผู้แต่งมีชื่อเสียงอยู่ก่อนแล้ว ก็จะทำให้ฐานนักอ่านของผู้แต่งให้ความสนใจ และประตูบานที่ 2 ก็จะเป็นชื่อของเรื่องสั้น ซึ่งจะมีการพูดถึงในลำดับถัดไป

หากว่าสิ่งที่คุณเขียนนั้นคือบทความทางวิชาการ ที่ศึกษาวิจัยเกี่ยวกับอะไรสักอย่าง เมื่อมาถึงขั้นตอนการเขียนคำนำหรือเกริ่นนำ เราก็แค่เขียนอธิบายว่าเรากำลังจะพูดถึงเรื่องอะไร ทำไมเราต้องมาพูดเรื่องนี้กันซึ่งมันมีรูปแบบที่ตายตัวชัดเจน และการเขียนเปิดเรื่องสั้นมันก็มีรูปแบบเหมือนกัน แต่มันไม่ตายตัวและมีรูปแบบที่หลากหลายมากมายไม่สามารถที่จะเอารูปแบบใดรูปแบบหนึ่งมาใช้ซำ้ๆกันได้ สิ่งที่การเขียนเปิดเรื่องต้องมีเพื่อดึงดูดให้ผู้ที่อ่านงานตัดสินใจที่อ่านงานเขียนต่อไปมีดังนี้
  • สามารถบอกได้ลางๆว่าประเด็นของเรื่องสั้นนั้นต้องการพูดถึงเรื่องอะไร
  • สร้างความสงสัยให้ผู้อ่าน
  • ใช้ถ้อยคำและประโยคคำพูดหรือการบรรยายเหตุการณ์ที่น่าสนใจ
  • เขียนให้สะเทือนอารมณ์ผู้อ่านให้มากที่สุด
และแนวทางอีกข้อของการเขียนเปิดเรื่อง คือการเขียนให้สั้นและกระชับที่สุด เพื่อให้เกิดแรงดึงดูดนักอ่านให้เร็วที่สุด เพราะหากการเขียนเปิดเรื่องสั้นยาวและเยิ่นเย้อ นักอ่านของเราอาจจะเบื่อมันไปเสียก่อนที่จะอ่านจบแม้แค่การเปิดเรื่อง

สามารถบอกได้ลางๆว่าประเด็นที่เราต้องการพูดถึงคืออะไร

บางครั้งเรามีความคิดหรือประเด็นอะไรที่เราต้องการนำเสนอผ่านเรื่องสั้น และเรากำหนดกลุ่มเป้าหมายของผู้อ่านเรื่องสั้นของเราแล้ว การจะทำให้ผู้อ่านที่มีความสนใจในประเด็นของเราที่เราต้องการนำเสนอ โดยทำให้การเขียนเปิดเรื่องสามารถทำให้ผู้อ่านรู้ว่าเรื่องสั้นของเราเป็นสิ่งที่พวกเขาต้องการจะอ่าน ตัวอย่างเช่นหากเราต้องการที่จะพูดถึงเรื่องเกี่ยวกับระบบทุนนิยมที่คืบคลานเข้ามาจากต่างประเทศ มีวิธีมากที่จะทำให้ผู้อ่านรู้ว่าเรากำลังจะเขียนเรื่องทุนนิยม

การเปิดเรื่องโดยบรรยายถึงบทสรุปขึ้นมาก่อนก็เป็นกลวิธีหนึ่งในการเขียนเรื่องสั้น เมื่อผู้อ่านรู้ถึงบทสรุปแล้ว ต่อไปก็เป็นหน้าที่ของเราที่จะอธิบายว่ามันเกิดอะไรขึ้น ทำไมถึงเกิดเหตุการณ์แบบนี้ได้ เป็นการผูกเรื่องแบบผลมาหาเหตุ คือเราบอกไปเลยว่าผลลัพธ์มันเป็นอย่างไร แล้วค่อยมาเล่าถึงสาเหตุ นี่คือตัวอย่างวิธีการเขียนเปิดเรื่องที่ผู้เขียนยกตัวอย่างเพื่อให้ผู้ที่อ่านเปิดหัวมาแล้วพอจะเข้าใจได้ว่านี่เป็นเรื่องทุนนิยมจากต่างแดน
ยายวิลัยนั่งเฝ้ามองผู้คนที่เดินขวั่กไขว่ไปมาบนท้องถนนที่ร้อนระอุด้วยเปลวแดดแรง เธอนั่งอยู่หลังโต๊ะไม้เก่าๆในร้านขายของชำของเธอเอง ในร้านของยายวิลัยนั้นไม่มีสินค้ามากนัก มีเพียงแค่ขนมลูกอมและน้ำหวานในตู้แช่ที่ไม่ค่อยจะเย็นเพราะมันเริ่มจะเก่าและผุพัง บวกกับอุณหภูมิจากภายนอกที่สูงเกินกว่าที่คอมเพรสเซอร์ที่ใกล้หมดอายุแล้วจะสู้แรงได้ เพราะเหตุนี้จึงทำให้ผู้คนต่างพร้อมใจกันไม่มาซื้อของที่ร้านของยายวิลัย แต่นั่นมันไม่ใช่สาเหตุเดียวที่ทำให้ร้านของชำร้านนี้ขาดผู้มาเยือน แต่เป็นเพราะห้องแถวที่เยื้องร้านของเธอไปไม่กี่ห้องเพิ่งจะมาเปิดเป็นร้านสะดวกซื้อที่มีแอร์เย็นฉ่ำไว้คอยบริการเมื่อไม่กี่อาทิตย์มานี้ ยายวิลัยจึงไม่แปลกใจเลยที่ร้านเธอไม่มีใครแวะมาเลย ยายนั่งคิดถึงเหตุการณ์เมื่อหลายเดือนที่ผ่านมาที่ทำให้มีร้านสะดวกซื้อนี้มาเปิดใกล้ร้านของเธอได้
เมื่อผู้อ่านได้อ่านการเปิดเรื่องจากตัวอย่างข้างบนแล้ว พวกเขาจะรู้ทันทีเลยว่ายายวิลัยถูกกระแสทุนนิยมพัดพาให้ออกจากฝั่ง (หมายถึงออกจากตลาดร้านขายปลีก) แต่บันทัดสุดท้ายของการเขียนเปิดเรื่องได้โยงไว้แล้วว่ามันมีเหตุการณ์ก่อนหน้านี้ที่ทำให้มีร้านสะดวกซื้อมาเปิด ซึ่งทำให้ยายวิลัยไม่ลืมไปจนวันตาย หรือบางทีถ้าเราไม่เขียนเปิดเรื่องแบบผลไปหาเหตุ เราอาจเขียนแบบเหตุไปหาผลก็ได้ ดังตัวอย่างต่อไปนี้
ขบวนของผู้สมัครลงชิงตำแหน่งทางการเมืองท้องถิ่นเดินแจกใบปลิว โดยมีผู้สมัครยกมือไหว้คนที่เดินผ่านไปผ่านมา ขบวนมาหยุดลงที่หน้าร้านขายของชำของยายวิลัย ผู้สมัครยกมือไหว้ป้าแกอีกครั้งก่อนจะพรรณนาถึงการพัฒนาหมู่บ้านให้เจริญยิ่งขึ้น จะมีการลงทุนจากนายทุนเข้ามาและจะมีการจ้างงานผู้คนในหมู่บ้าน ผู้สมัครอยากให้ป้าวิลัยไปบอกกับลูกหลานและคนรู้จักให้ช่วยลงคะแนนให้ตัวเอง เพื่อที่เขาจะได้ทำตามคำโฆษณาที่เคยได้พูดไว้
จากตัวอย่างทั้ง 2 นั้น เป็นการสะท้อนถึงผลกระทบจากระบบทุนนิยมในอีกมุมมองหนึ่งของชาวบ้านที่ถูกแย่งอาชีพ เราสามารถเอาประเด็นนี้มาขยายต่อไปได้ในการเขียนช่วงดำเนินเรื่องได้อย่างสะดวก เพราะเราได้เปิดหัวเรื่องไว้อย่างดีแล้ว จึงทำให้ผู้อ่านเรื่องสั้นเข้าใจในประเด็นที่ต้องการสื่อ หากเป็นเรื่องสั้นแนวรักๆใคร่ๆนี่ก็ยิ่งง่านเลย เราอาจเขียนเปิดเรื่องจากพระเอกนางเอกที่บรรยายความรู้สึกตัวเอง หรืออาจจะแค่เขียนบรรยายเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างไม่น่าเป็นไปได้ให้ทั้งคู่มาเจอกันในสถานการณ์อะไรสักอย่าง

สร้างความสงสัยให้ผู้อ่าน

การทำให้ผู้อ่านเกิดความสงสัยเมื่ออ่านการเขียนเปิดเรื่องสั้นผ่านไป หากผู้อ่านเรื่องสั้นเข้าใจในประเด็นของปมที่เราผูกอย่างชัดแจ้ง และทำมันให้เขาอยากรู้ว่าปมปัญหานั้นจะคลายออกมาอย่างไร นั่นถือว่าเราประสบความสำเร็จแล้วในการชักจูงผู้อ่านเรื่องสั้นให้อ่านเรื่องสั้นของเราต่อไป

ความจริงแล้วการสร้างความสงสัยในการเปิดเรื่องสามารถนำไปใช้ได้กับเรื่องสั้นทุกแนว โดยที่เรื่องสั้นแนวหักมุมนั้นจำเป็นที่จะต้องให้ผู้อ่านเกิดความสงสัยอย่างแน่นอนอยู่แล้ว บางทีเรื่องสั้นแนวหักมุมอาจจะไม่จำเป็นต้องทำให้เกิดความสงสัยตั้งแต่การเปิดเรื่องก็ได้ ผู้เขียนเรื่องสั้นอาจจะสร้างความสงสัยที่กลางเรื่องหรือท้ายเรื่องก็สามารถทำได้ แต่การเปิดเรื่องโดยทิ้งคำถามให้กับผู้อ่านเรื่องสั้นเอาไปขบคิดก่อนที่จะอ่านต่อ นั่นจะยิ่งเพิ่มแรงดึงดูดให้นักอ่านไม่อยากที่จะวางหนังสือไปแม้เพียงวินาทีเดียว

ในการเขียนเรื่องสั้นแนวหักมุม เราจำเป็นต้องคิดเค้าโครงเรื่องและจุดหักมุมให้พร้อมก่อนที่จะเริ่มเขียน เมื่อเรามีเค้าโครงร่างที่สมบูรณ์แล้ว จึงสามารถวางแผนว่าเราควรจะเขียนเปิดเรื่องอย่างไร ขั้นแรกคืออย่าบอกทั้งหมดในการเปิดเรื่อง บอกเท่าที่จำเป็นเพื่อให้ผู้อ่านเรื่องสั้นนำไปคิดต่อได้ และสิ่งที่บอกไว้ต้องเชื่อมโยงกับเค้าโครงเรื่องด้วย

ตำรวจในชุดผ้ากันฝนกำลังเฝ้ายืนดูเจ้าหน้าที่กู้ภัยเก็บศพของหญิงสาวที่พลัดหล่นลงมาจากตึกสูง 10 ชั้นท่ามกลางสายฝนที่ตกหนักและลมกระโชกแรง ในขณะที่ตำรวจอีกกลุ่มหนึงรีบขึ้นไปดูยังที่เกิดเหตุโดยมีคนดูแลตึกนำพาขึ้นไปยังห้องของเธอ 
คนดูแลตึกที่คุ้นเคยกับผู้ตายบอกกับตำรวจว่าช่วงก่อนหน้านี้เธอพักอาศัยอยู่คนเดียวที่ตึกนี้ โดยจะมีแฟนหนุ่มแวะเวียนมาบ้างเป็นครั้งคราว แต่วันนี้ไม่มีพยานที่จะสามารถบอกได้ว่าก่อนหน้านี้ผู้ตายอยู่กับใครหรือเธอจะอยู่คนเดียวปรากฎว่ามีการล 
เมื่อตำรวจเดินขึ้นไปยังห้องผู้ตาย ประตูหน้าห้องไม่ได้ล็อคกลอน แต่ประตูทีออกไปทางระเบียงกลับโดนล็อคลูกบิดจากด้านใน ที่ราวระเบียงมีเก้าอี้ทีตายใช้ปีนขึ้นไปก่อนที่จะกระโดดลงมา

ในการเปิดเรื่องเพื่อให้ผู้อ่านสงสัยผู้เขียนเรื่องสั้นต้องสร้างทางเลือกไว้ให้คนอ่านสามารถที่จะจินตนาการต่อไปได้หลายทาง และที่สำคัญคืออย่าหลงทางเอง เราต้องมุ่งประเด็นจากจุดเริ่มต้นถึงจุดสุดท้ายไม่ให้หลงทางออกทะเลไปไหนได้ แต่เราแค่พยายามสร้างทางเลือกทางความคิดให้กับนักอ่านของเราแค่นั้นเอง

ในงานวรรณกรรมประเภทนิยายเกี่ยวกับเรื่องรักๆใคร่ๆ ส่วนใหญ่แล้วพระเอกและนางเอกมักจะสมปราถนาเมื่อตอนจบเรื่อง แต่นั่นไม่ใช่เรื่องสั้น สำหรับเรื่องสั้นแล้วไม่จำเป็นต้องให้พระเอกกับนางเอกสมหวังเสมอไปเหมือนนิยายรักที่การจบแบบแฮปปี้เอ็นดิ้งดูเหมือนจะกลายเป็นขนบไปแล้ว โปรดจำไว้ว่าเนื้อเรื่องยิ่งสั้นยิ่งต้องเพิ่มทางเลือกให้มาก เพื่อจะทำให้เรื่องสั้นของเราโดดเด่นและเป็นเอกลักษณ์ไม่ซ้ำกับใครมากจนเกินไป หากเราต้องการเขียนเปิดเรื่องสั้นแนวรักๆใคร่ๆและต้องการทำให้นักอ่านเกิดความสงสัยเพื่อที่จะอยากอ่านต่อไป เราอาจเพิ่มทางเลือกว่าเขาและเธอนั้นสุดท้ายแล้วจะได้คบกันอยู่หรือเปล่า พระเอกจะเกลียดนางเอกไปเลยหรือไม่หรือจะยังเข้าอกเข้าใจกันอยู่ ระหว่างนางเอกกับมือที่สามแล้วสรุปพระเอกจะเลือกใคร

ใช้ถ้อยคำและประโยคคำพูดหรือการบรรยายเหตุการณ์ที่น่าสนใจ

ภาษาไทยเป็นภาษาที่สวยงาม และความสวยงามของมันจะทวีคูณยิ่งขึ้นไปตามความสามารถของคนที่จะแต่งแต้มมัน มีประเภทของงานวรรณกรรมมากมายที่เน้นความสวยงามของการเรียงร้อยถ้อยคำ ตัวอย่างเช่นกลอน กาพย์ ฉันท์ โคลง การแต่งกลอนเพื่อใช้สำหรับเปิดเรื่องนั้นก็ดูน่าสนใจ เพราะการเขียนกลอนถึงแม้จะสั้นแต่มันก็ทรงพลัง กลอนที่ถูกบรรจงแต่งมาอย่างดีแล้ว หากมีสัมผัสนอกและสัมผัสใน มีครุและลหุหรือความหนักเบาของวรรณยุกต์ตามแบบแผนที่เคยมีมา เมื่อใส่เนื้อหาที่เกี่ยวข้องกับเนื้อเรื่องของเราลงไป นั่นก็มีโอกาสที่จะทำให้การเขียนเปิดเรื่องของเราดึงดูดผู้อ่านให้พลิกหน้าถัดไปของเรื่องสั้นของเรา แทนที่จะพลิกไปยังเรื่องสั้นเรื่องถัดไปหรือวางหนังสือลงเสียก่อน
แสงไฟขาว พราวแสง แยงส่องหน้า
ฉายดวงตา นารี มีเบอร์ติด
มีหนุ่มน้อย หนุ่มใหญ่ ยืนครุ่นคิด
หวังพิชิต นาน้อย ร้อยราคี
ใบหน้าขาว ปากแดง แก้มชมพู
อยู่ในตู้ นั่งคอย มาแรมปี
ขอทีเถิด โอกาส ในชาตินี้
หวังขอมี ความสุข นอกกรงทอง
เนื้อเรื่องที่เราต้องการพูดถึงการพยายามที่จะเลิกอาชีพของสาวบริการในตู้กระจก แม้ที่นั่นจะทำให้เธอมีเงินใช้สุขสะบายทางกาย แต่ในใจลึกๆแล้วเธอเป็นเหมือนยิ่งกว่าทาส เพราะต้องคอยเอาใจทั้งเจ้านายและลูกค้าของเธอตามแต่ที่พวกเขาจะสั่ง

จากตัวอย่างข้างบนนั้นเป็นทางเลือกหนึ่งสำหรับการเขียนเปิดเรื่อง เป็นการเปิดเรื่องโดยใช้ร้อยกรองเพิ่มความน่าสนใจให้กับเรื่องสั้น และเราก็สามารถใช้ร้อยแก้วในการเขียนก็ได้ ร้อยแก้วก็คือการเขียนพรรณนาทั่วไปไม่ต้องมีการแบ่งสัมผัสอะไรให้ยุ่งยาก แต่การเขียนคำพรรณาทั่วไปให้ดูน่าสนใจนั้นเป็นเรื่องที่ค่อนข้างจะยุ่งเหยิงกว่าการเขียนร้อยกรอง แต่มันก็ทำได้

การเขียนร้อยแก้วให้ดูน่าสนใจเราอาจจะต้องใช้คำบรรยายที่แตกต่างจากสิ่งที่คนทั่วไปคุ้นชิ้น อาจจะมีลูกเล่นและวิธีการเล่าที่ไม่เหมือนใคร แต่มันจะต้องคงเนื้อหาเดิมไว้ให้ครบถ้วนสมบูรณ์ที่สุด ไม่อย่างนั้นการใช้ลูกเล่นในการเขียนอาจจะกลายมาเป็นตัวทำลายงานเขียนของเราเองก็ได้
สุรชัยตื่นนอนมาตอนเช้า เขาพบว่า 'อุสา' ภรรยาของเขาลุกขึ้นจากที่นอนไปก่อนหน้านี้แล้ว เขาลุกขึ้นจากเตียงและเปิดประตูห้องนอนก่อนจะเดินลงบันไดไป สุรชัยคิดว่าภรรยาของเขาคงจะลงไปเตรียมอาหารในห้องครัวแล้ว เขามองไปที่โต๊ะอาหารแต่ยังไม่มีจานอะไรมาวางไว้เลยสักใบ เขาคิดว่าบางทีอาหารกำลังถูกปรุงอยู่ในครัวโดยภรรยาของเขา สุรชัยเดินเข้าไปในห้องครัวแต่เขาไม่เห็นภรรยาของเขา สุรชัยจึงคิดว่าบางที 'อุสา' อาจจะยังไม่กลับจากตลาดเพื่อหาซื้อวัตถุดิบ เขาเดินไปนั่งรอยังชุดโซฟายาวพลางเปิดทีวีดู เวลาผ่านไปนานมากแล้วแต่ไม่มีวี่แววภรรยาของสุรชัย เขาเป็นกังวลใจอยากมากว่ามันเกิดอะไรขึ้น
นี่คือตัวอย่างการเขียนร้อยแก้วที่พรรณถึงความสับสนงุนงงของตัวเอกในเรื่องสั้นของเรา แต่เราสามารถเพิ่มความแปลกใหม่ลงไปในงานเขียนของเราได้
สุรชัยไม่เห็นภรรยาของเขาในห้องครัว ทั้งๆที่เขาจำได้ว่าทุกวันที่เขาตื่นมาถ้าเขาไม่เจอเธอบนเตียง ก็มักจะเจอเธอในห้องครัวซึ่งกำลังทำอาหารเช้า มาถึงตอนนี้ยังไม่ทำให้สุรชัยว้าวุ่นใจสักเท่าไหร่ เขาแค่คิดว่าเธออาจจะไปหาซื้อวัตถุดิบเพิ่มจากตลาด หรือออกไปซื้อเครื่องปรุงจากร้านของชำใกล้ๆบ้าน สุรชัยพยายามขจัดความกังวลในจิตใจด้วยการเปิดทีวีดู แต่จนแล้วจนรอดภรรยาของสุรชัยก็ยังไม่กลับมาถึงบ้านสักที นั่นยิ่งเพิ่มความกังวลใจให้ทวีคูณตามระยะเวลาที่ค่อยๆไหลผ่านเลยไป
ตัวอย่างของการเพิ่มลูกเล่นเข้าไปในการเขียนเปิดเรื่อง จะมีการเรียงลำดับเหตุการณ์ที่เล่าสลับไปมาบ้าง จากตัวย่างก่อนหน้าจะเป็นการอธิบายเหตุการณ์แบบเรียงลำดับ ตัวอย่างถัดมาจะเป็นการเริ่มต้นที่จุดๆหนึ่ง โดยนึกย้อนไปเหตุการณ์ในอดีต และการใช้วิธีการพูดที่แตกต่างกันไปตามความเหมาะสม

การใช้คำพูดที่สละสลวยก็เป็นวิธีหนึ่งที่น่าสนใจ และการสร้างเนื้อหาเหตุการณ์ให้น่าติดตามและดึงดูดความสนใจก็เป็นวิธีที่ดี หลักการของการสร้างเหตุการณ์ให้น่าสนใจก็คล้ายกับการใช้ถ้อยคำ มันจะต้องเป็นเหตุการณ์ที่แปลกๆใหม่ ไม่คุ้นชินกับคนทั่วไปที่จะพบเจอ ลองดูตัวอย่างเหตุการณ์ดังต่อไปนี้
วันนี้สมชายลืมกระเป๋าเครื่องมือที่มักจะหยิบมาเก็บไว้ใต้เบาะจักรยานเสือหมอบคู่ใจของเขา หากเป็นวันอื่นๆที่เขาลืมกระเป๋าเครื่องมือก็คงไม่สร้างความหงุดหงิดให้เขาเช่นนี้ เนื่องจากตอนนี้ล้อจักรยานของเขาแตกจากการเหยียบใส่เศษหินที่แหลมคม และมันน่าหงุดหงิดใจยิ่งขึ้นเพราะจุดเกิดเหตุนั้นเป็นกลางป่าที่ไม่มีรถขับผ่านสักเท่าไหร่
รถเมล์คันแล้วคันเล่าขับผ่านป้ายรถเมล์ ผู้หลากหลายเดินขึ้นลงรถเมล์สายประจำของพวกเขากันเป็นปกติ แต่สิ่งที่ไม่ปกติคือรถเมล์สายที่สมฤดียืนรออยู่นั้นไม่ยอมมาสักที เธอยืนรอมาเป็นชั่วโมงแล้วแต่ก็ไม่มีวี่แววของสายรถเมล์ที่เธอรอ ยังถือว่าโชคดีที่วันนี้เธอเผื่อเวลาออกจากบ้านก่อนเวลานัดหมายสอบสัมภาษณ์เข้าทำงานกว่าชั่วโมง แต่เวลาที่เหลือไม่เพียงพอให้เธอยืนรอได้อีกต่อไป ต้องหาทางเลือกการเดินทางวิธีอื่น
เรวดีถึงกับหน้าถอดสี เมื่อพบว่าในลิ้นชักเครื่องคิดเงินในร้านสะดวกซื้อที่เธอทำงานอยู่ ซึ่งควรจะมีจำนวนเงินจำนวนมากที่เป็นยอดขายก่อนหน้านี้วางเรียงกับตามจำนวนมูลค่าของแต่ละธนบัตร แต่ตอนนี้ไม่ปรากฏธนบัตรใดๆวางอยู่ในลิ้นชักที่เธอกำลังจ้องมอง เธอคิดถึงพนักงานก่อนหน้านี้ที่เพิ่งจะออกเวร เรวดีที่ไม่เคยเห็นหน้ามาก่อน เขาคนนั้นเป็นใครมาจากไหนไม่รู้ เธอรู้เพียงว่าพนักงานคนนั้นต้องมีส่วนเกี่ยวข้องกับการหายไปของเงินจำนวนมากนั้นอย่างแน่นอน
การเลือกใช้ถ้อยคำที่สวยหรูหรือสละสลวยเพื่อเพิ่มความน่าสนใจในงานเขียน แต่ผู้อ่านต้องระลึกไว้เสมอว่าหากสิ่งเหล่านี้มันมีมากเกินไปก็ไม่ดี การใช้คำที่ดูเป็นเอกลักษณ์และแตกต่างจากคำพูดที่คุ้นเคย มันอาจจะอ่านและเข้าใจยากสำหรับนักอ่านของเราก็เป็นได้ เป็นหน้าที่ของผู้เขียนเองที่จะเลือกใช้ปริมาณของการใช้คำที่อาจจะดูซับซ้อนให้เหมาะสมกับนักอ่าน เช่นเดียวกันกับเหตุการณ์หากมันซับซ้อนเกินไป ก็มีความเป็นไปได้ที่นักอ่านจะติดตามเนื้อเรื่องไม่ทัน

เขียนให้สะเทือนอารมณ์ผู้อ่านให้มากที่สุด

ในงานเขียนหากงานชิ้นนั้นไปสะกิดต่อมอารมณ์ของนักอ่าน ไม่ว่าจะเป็นอารมณ์เศร้า สนุก ตื่นเต้น สยองขวัญหรือหดหู่ นักอ่านที่มีรสนิยมตรงกับอารมณ์ในเรื่องสั้นของเราก็มีแนวโน้มที่จะอ่านงานของเราต่อไปจดจบ ในขั้นแรกนั้นเราต้องวางแผนก่อนว่าเราอยากให้อารมณ์ของเรื่องสั้นของเราเป็นแนวไหน ผู้เขียนขอยกตัวอย่างเรื่องสั้นแนวสยองขวัญ

หากเราตั้งโจทย์ไว้ว่าเราอยากให้นักอ่านของเราเกิดอาการสยองขวัญสั่นประสาทไปเลย และหลังจากที่เราสร้างเค้าโครงเรื่องไว้แล้วทั้งหมด จากนั้นพอถึงขั้นตอนลงมือเขียน เราอยากจะนำเสนอการเปิดเรื่องที่แค่เริ่มต้นก็ยังสร้างความน่าสะพรึงให้กับนักอ่าน ก่อนที่จะเริ่มงานเขียนอะไรทั้งหมด ผู้อ่านต้องเข้าใจความหมายและคำนิยามของอารมณ์ที่เราอยากจะเล่นเสียก่อน

เรื่องสั้นแนวสยองขวัญ คือเรื่องสั้นที่ถูกวางเค้าโครงและถูกเขียนขึ้นมาโดยวัตถุประสงค์เพื่อสร้างความตื่นตระหนก ความหวาดกลัว สร้างความรู้สึกขวัญผวาให้กับผู้อ่าน แต่บางทีก็สร้างความบันเทิงพร้อมกันไปด้วย เรื่องสั้นแนวสยองขวัญสามารถสร้างประสบการณ์อันน่าหวาดหวั่นได้ โดยเข้าไปสัมผัสกับความกลัวในส่วนลึกของจิตใจผู้อ่าน ทั้งจากฝันร้าย บาดแผลทางจิตใจ ความแปลกแยก ความรู้สึกไม่พอใจ ความหวาดหวั่นพรั่นพรึงในสิ่งที่ไม่รู้ ความกลัวตายและการสูญเสียอวัยวะ ความกลัวการสูญเสียตัวตน รวมทั้งความกลัวเกี่ยวกับเพศสภาพ แล้วนำมันออกมาถ่ายทอดเป็นประสบการณ์ที่แปลกประหลาด

นี่คือนิยามที่เราสามารถกลั่นกรองในอารมณ์ที่เราอยากถ่ายทอด โปรดจำไว้ว่ายิ่งเราเข้าใจอารมณ์นั้นและนิยามมันออกมาได้ละเอียดเท่าไหร่ เราจะยิ่งถ่ายทอดมันออกมาได้ดีเท่านั้น ต่อไปคือตัวอย่างการเขียนเปิดเรื่องที่เน้นการสร้างอารมณ์ที่น่าสะพรึงกลัวกับนักอ่าน
แสงไฟสีแดงจากรถของตำรวจแข่งกันสาดส่องไปทั่วท้องถนน จุดเกิดเหตุคือริมถนนในเมืองที่คับคั่งไปดัวยผู้คน แต่ตอนนี้พื้นที่ถูกปิดไว้โดยตำรวจหลายนาย แม้พื้นที่บริเวณนี้จะถูกปิดแต่ก็ยังมีกลุ่มคนนับร้อยมุงดูสภาพศพของเด็กหญิง ที่ร่างกายของเธอตอนนี้เละจนยากที่จะบอกได้ว่านี่คือร่างกายของมนุษย์ ชุดเจ้าหน้าที่เก็บกู้ซากชิ้นส่วนของศพยังมาไม่ถึง รวมถึงความน่าสะอิดสะเอียนของก้อนเนื้อที่แหลกเหลวจนทำให้ไม่มีตำรวจสักนายที่จะไปยุ่งเกี่ยวกับมัน ปล่อยให้ความสยดสยองนี้ผ่านสายตาของผู้คนที่อยากรู้อยากเห็น จนบางคนที่มองแล้วถึงกับเป็นลมล้มพับไป หรือบางคนถึงกับอาเจียนออกมาเลยก็มี
ความน่าสยดสยองของซากศพนี้ น่าจะเป็นความตั้งใจของฆาตกรเพราะเคยมีเหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้นเป็นครั้งที่ 3 แล้วในเมืองนี้ และทุกครั้งฆาตรกรทิ้งศพไว้สภาพแบบนี้ เหมือนเขาต้องการสำเร็จความใคร่อะไรสักอย่าง
หากเป็นอารมณ์อื่นๆก็เช่นเดียวกัน เราต้องเข้าใจและอาจจะต้องเข้าถึงอารมณ์นั้นได้เป็นอย่างดี ผู้อ่านเคยสังเกตหรือไม่ว่าทำไมงานวรรณกรรมแนวรักๆใคร่ๆถึงมีวางขายเกลื่อนเมือง เพราะว่าผู้คนส่วนใหญ่มักเคยมีประสบการณ์เกี่ยวกับความรักมาแล้วทั้งดีและไม่ดี นักแต่งงานวรรณกรรมที่เข้าถึงอารมณ์แห่งความรักจึงมีมากมาย และนักอ่านที่พร้อมจะมีอารมณ์ร่วมกับความรักที่แต่งแต้มขึ้นจากนักเขียนก็มีล้นบ้านล้นเมือง ดังนั้นแล้วการเลือกอารมณ์ของงานเขียนอาจจะเกี่ยวข้องกับเรื่องการตลาดด้วยส่วนหนึ่ง แต่เหตุผลหลักที่นักเขียนผู้หนึ่งจะถนัดเขียนงานตามอารมณ์ของผู้อ่าน ก็น่าจะมาจากตัวตนที่แท้จริงเองของนักเขียนจะดีกว่า เพื่อให้กลิ่นอายและอารมณ์ที่เราถ่ายทอดมันออกไปสู่นักอ่าน เป็นไปอย่างสมจริงและมีอรรถรสมากที่สุด

วันพฤหัสบดีที่ 25 กันยายน พ.ศ. 2557

บทที่ 4 การสร้างฉากและตัวละคร

นักฟุตบอลเป็นตัวขับเคลื่อนให้เกมลูกหนังดำเนินต่อไปได้จนจบ ความสนุกของเกมส์ขึ้นอยู่กับความสามารถของนักเตะแต่ละคนที่จะเล่นเกมได้อย่างสนุกสนานเพียงใด เช่นเดียวกันกับเรื่องสั้นที่แต่ละตัวละครจะต้องคอยขับเคลื่อนแต่ละเหตุการณ์ต่างๆในเรื่องสั้นให้ดำเนินไปจนจบ และสิ่งที่บรรจุตัวละครไว้คือฉาก แต่ละฉากในเรื่องสั้นที่เราค่อยๆบรรจงสร้างมันขึ้นมาจะทำให้ความสมจริงนั้นปรากฏขึ้น

องค์ประกอบของเรื่องสั้นนั้นประกอบไปด้วยเหตุการณ์ ตัวละครและฉาก ความจริงแล้วเราจะเริ่มต้นเขียนจากองค์ประกอบไหนก็ได้ ไม่มีกฎว่าจะต้องเริ่มจากอะไรก่อน หากเราอยากสร้างเหตุการณ์ก่อน ตัวอย่างก็มีในบทที่ผ่านมาแล้ว แต่บางทีเราคิดถึงใครคนหนึ่งหรือลักษณะนิสัยของใครบางคนแล้วเราอยากเขียนเกี่ยวกับเขา เราสามารถสร้างตัวละครขึ้นมาก่อนได้ แล้วจึงใส่คุณลักษณะที่เราต้องการลงไป จากนั้นจึงค่อยคิดสร้างเหตุการณ์และฉากลงไปให้เหมาะกับลักษณะของตัวละครของเรา มีกฏเล็กๆน้อยๆเกี่ยวกับการสร้างตัวละคร เพื่อให้พอมีตัวละครแล้วเราจะสามารถสร้างองค์ประกอบอื่นๆได้ง่ายขึ้น หรือบางทีเราอาจจะสร้างเหตุการณ์หรือฉากก่อน แต่เมื่อมาสร้างตัวละครลงไปเราต้องคำนึงถึงกฏเหล่านี้เพื่อที่อาจจะกลับไปแก้ไของค์ประกอบอื่นๆได้

ตัวละคร

  • ลักษณะนิสัยของตัวละคร
  • คุณลักษณะของตัวละคร
  • ความจำเป็นหรือความต้องการของตัวละคร
  • วิธีคิดของตัวละคร

ลักษณะนิสัยของตัวละคร

หากตัวละครของเราคือมนุษย์ เราต้องพยายามทำให้ลักษณะนิสัยของตัวละครใกล้เคียงกับคนจริงๆที่สุด แน่นอนว่าคนเราในโลกนี้ล้วนมีนิสัยที่แตกต่างกันเป็นเริ่องธรรมดา เช่น เห็นแก่ตัว ขี้โกง ชอบใช้ความรุนแรง โมโหง่าย โกรธง่าย ใจร้าย หรืออาจจะมีนิสัยในแง่ที่ดีคือ โอบอ้อมอารี ไม่เอาเปรียบใคร ไม่ชอบความรุนแรง ใจเย็น ฯลฯ ลักษณะนิสัยพื้นฐานเหล่านี้เรามีความจำเป็นที่จะต้องระบุให้ตัวละครแต่ละตัวของเรา แม้ว่าเราจะแต่งแค่เรื่องสั้น ความยาวของเนื้อเรื่องมีไม่มากนัก แต่อย่างน้อยที่สุดตัวละครหลักของเราก็ควรมีการระบุถึงเอกลักษณ์เหล่านี้ไว้ก่อนที่จะเริ่มเขียน เพราะบางครั้งการอธิบายถึงตัวละครให้ชัดเจน ก็อาจต้องใช้สิ่งเหล่านี้ก็ช่วยเราได้เยอะ

สมชายเป็นคนชอบใช้ความรุนแรง เขามีความยุติธรรมในจิตใจแต่เมื่อใครคิดจะมาเอาเปรียบเขา สมชายพร้อมที่จะลุยได้ทุกเมื่อ เนื้อแท้จิตใจเขาเป็นคนโอบอ้อมอารีย์ แต่เพราะมีปมหลังที่ความอยุติธรรมทำให้พ่อแม่ของเขาเสียชีวิต นั่นจึงทำให้สมชายรับไม่ได้กับความอยุติธรรมทั้งปวง

ตัวอย่างข้างบนนี้สมมุติว่าเป็นความคิดที่เราวาดไว้เกี่ยวกับตัวละครของเรา ตัวละครแบบนี้เราอาจจะนำไปใช้กับเรื่องสั้นแนวหักเหลี่ยมหรือมีการต่อสู้กัน แต่ถ้าหากเราเปลี่ยนให้เขามีนิสัยร่าเริง เจ้าสำอางหรือเป็นที่รักของคนรอบข้าง เราอาจจะให้สมชายไปโลดแล่นในเรื่องสั้นแนวรักๆใคร่ๆของเราก็ได้

คุณลักษณะของตัวละคร

คุณลักษณะของตัวละครก็คือสิ่งที่จะทำให้ตัวละครแต่ละตัวแตกต่างกัน  อย่างน้อยที่สุดตัวละครต้องมีชื่อเรียกที่ต่างกัน การตั้งชื่อตัวละครที่ซ้ำกันอาจสร้างความสับสนให้กับผู้อ่านเรื่องสั้นของเราได้ ยกเว้นผู้แต่งเรื่องสั้นจะมีกลวิธีในการระบุตัวละครวิธีอื่น คุณลักษณะอื่นๆของตัวละครก็อาจจะเป็น หญิงชาย สูงต่ำ ดำขาว มีหนวด หัวล้าน ผมยาว เดินขากระเผก เป็นโรคร้่ายหรือโรคน่ารังเกียจ สิ่งเหล่านี้เป็นคุณลักษณะภายนอกที่เราสามารถเพิ่มให้กับตัวละคร

ทั้งลักษณะนิสัยและคุณลักษณะที่เราจะเพิ่มใหกับตัวละครนั้น ต้องระบุเฉพาะเท่าที่จำเป็นเท่านั้น หากเราเพิ่มนิสัยหรือคุณลักษณะไหนไปแล้วมันไม่มีประโยชน์กับโครงเรื่องสั้นของเรา ก็ให้ตัดมันทิ้งออกไปไม่ต้องระบุก็ได้

ความจำเป็นหรือความต้องการของตัวละคร

ตัวละครทุกตัวมีจุดประสงค์ของตัวเองที่ต้องการบรรลุ ยิ่งตัวละครหลักเราต้องระบุให้ชัดเจนว่าเขาต้องการอะไร จากนั้นเราอาจจะเพิ่มอุปสรรคในการบรรลุเป้าหมายของตัวละคร หรือแสดงวิธีการของตัวละครนั้นในการบรรลุผลลัพธ์ก็ได้

ในโครงเรื่องจะมีแรงขับเคลื่อนให้เหตุการณ์ดำเนินไป และความต้องการของตัวละครนี่แหละ ที่จะเป็นแรงผลักดันนั้น หากตัวละครหลักมีมากกว่าหนึ่งคน ความต้องการของพวกเขาอาจจะไม่เหมือนกัน และบางทีมันอาจจะขัดแย้งกันจนทำให้เกิดเรื่องราวที่จะมาทำเป็นโครงเรื่อง ตัวอย่างของความขัดแย้งของความจำเป็นของตัวละครสองคน

  1. สุชาติเป็นคนที่ชื่นชอบการกินกุ้ง จึงไปซื้อกุ้งที่ฟาร์มของเฮียฮ้อเป็นประจำ
  2. เฮียฮ้อแอบยัดเม็ดตะกั่วลงไปในหัวของกุ้งเพื่อทำให้กุ้งน้ำหนักดีขายได้ราคา เหตุเพราะฟาร์มของเฮียเกือบจะล้มละลายจึงต้องทำแบบนี้
  3. สุชาติเริ่มมีอาการป่วย และเขาจับได้ว่าเฮียฮ้อแอบยัดเม็ดตะกั่วลงไปในหัวกุ้งที่ขายให้กับลูกค้า
ผู้อ่านลองเข้าไปดูเรื่องสั้นตามลิงค์ข้างล่างนี้ เพื่อดูว่าจะเกิดเหตุการณ์อะไรขึ้นบ้างจากความขัดแย้งเหล่านี้

วิธีคิดของตัวละคร

เรามีความจำเป็นต้องให้ตัวละครที่เราสร้างขึ้นมา มีแนวคิดเหมือนคนจริงๆ หรืออาจจะเป็นแนวคิดที่แปลกๆไม่เหมือนคนทั่วไป แต่เราก็ต้องสามารถอธิบายได้ว่าทำไหมตัวละครตัวนั้นถึงมีวิธีคิดแบบนี้ โดยเราจะใช้สามัญสำนึกทั่วไปของตัวผู้สร้างตัวละครในการพิจารณา

วิธีคิดของคนทั่วไปที่เราเห็นในสังคม (ซึ่งอาจจะมาจากคนใกล้ตัว คนรู้จัก หรือดูจากในข่าวหนังสือพิมพ์) ก็จะมีความรัก โลภ โกรธ หลงมาเป็นฐานความคิด ตัวละครหนึ่งอาจจะมีความรักเป็นพื้นฐานของความคิด การกระทำของเขาที่ออกมาจากแนวคิดของเขาเองนั้นก็จะแสดงออกถึงความรัก ตัวอย่างเช่น

ชายหนุ่มที่มอบความรักให้คนรอบข้าง ไม่ว่าจะเป็นเพื่อนบ้าน พ่อแม่พี่น้อง แฟนสาว เพื่อนที่ทำงาน เจ้านาย เขาเป็นคนที่มองโลกในแง่ดีจึงทำให้ทุกคนรอบตัวเขาชื่นชอบในตัวชายหนุ่ม

จากตัวอย่างนี้ เราจะเห็นว่าวิธีคิดของตัวละครของเราคือเป็นคนที่มองโลกในแง่ดี และพร้อมที่จะมอบความรักให้กับคนรอบข้าง เมื่อกำหนดวิธีิของตัวละครได้แล้ว เมื่อเราสร้างเหตุการณ์อะไรก็แล้วแต่ให้กับตัวละครนั้น วิธีการตอบสนองของตัวละครก็จะสอดคล้องกับวิธีคิดของตัวละครตัวนั้น ลองดูตัวอย่างดังต่อไปนี้

ชายหนุ่มที่มีความรักอยู่ในหัวใจ อยู่มาวันหนึ่งเขาถูกแฟนสาวบอกเลิก ชายหนุ่มเศร้าเสียใจแต่ก็ยอมเลิกเพราะรักฝ่ายหญิง เวลาผ่านไปไม่นานหญิงสาวมาขอคืนดี ชายหนุ่มก็ยอมยกโทษให้และกลับมาคบกัน เหตุการณ์เป็นแบบนี้ซ้ำไปซ้ำมาหลายรอบ จนครั้งสุดท้ายที่แฟนสาวมาขอคืนดี ชายหนุ่มรู้สึกโกรธและเบื่อหน่ายมากจึงไม่ยอมคืนดีด้วย

วิธีคิดของตัวละครของเรา เราจะเห็นว่าเขายอมให้อภัยกับแฟนสาวหลายครั้ง โดยไม่สนใจเหตุผลที่แฟนสาวหนีจากเขาไป เพราะวิธีคิดหรือจิตใจของชายหนุ่มคนนั้นยอมที่จะให้อภัยกับเธอ แต่คนเราทุกคนไม่ว่าจะมีวิธีคิดอย่างไรก็ต้องมีขีดจำกัด สุดท้ายชายหนุ่มก็เบื่อหน่ายและไม่ยอมที่จะให้อภัยแฟนสาวได้อีกแล้ว

หรือหากเราใช้พื้นฐานความคิดในทางโลภ โกรธ หลง เราก็ใช้สามัญสำนึกทั่วๆไปมากำหนดวิธีคิดของตัวละครได้เลย

ฉาก

ฉากก็เหมือนกับบรรจุภัณฑ์ที่จะเก็บทุกอย่างไว้ในนั้น และสิ่งต่างๆที่อยู่ในฉากก็จะโลดแล่นไปตามวิถีที่ผู้แต่งเรื่องสั้นจะปั้นแต่งมันขึ้นมา อย่างที่ผู้เขียนได้กล่าวไปแล้วว่า องค์ประกอบของเรื่องสั้นนั้นจะมี ฉาก ตัวละคร และเหตุการณ์ เราสามารถจะเน้นที่องค์ประกอบไหนเป็นหลักก็ได้ ขึ้นอยู่กับว่าเราต้องการบรรยายถึงองค์ประกอบไหนเป็นหลัก

ใช้ฉากหรือสถานที่เป็นหลักในการเล่าเรื่อง

หากเราจะพูดถึงฉากเป็นหลัก เราอาจจะอยากที่จะบรรยายถึงสถานที่สำคัญ หรือสถานที่ที่มีเหตุการณ์สำคัญเคยเกิดขึ้น เพื่อที่จะสร้างความน่าสนใจให้กับเรื่องสั้นของเรา สถานที่สำคัญของโลกก็เช่น พีระมิดกิซ่า ประเทศอียิปต์ วิหารพาร์เธนอนแห่งอะโครโพลิส ประเทศกรีซ สโตนเฮนจ์ ประเทศอังกฤษ กาบา กรุงเมกกะ ประเทศซาอุดีอาระเบีย พระราชวังต้องห้าม กรุงปักกิ่ง ประเทศจีน กำแพงเมืองจีน ประเทศจีน ฯลฯ สถานที่ที่กล่าวไปนี้ล้วนมีเหตุการณ์สำคัญๆในประวัติศาสตร์โลกมากมายที่น่าสนใจ หากเราเขียนเรื่องสั้นของเราให้ไปดำเนินเรื่องยังสถานที่เหล่านั้น แม้เนื้อเรื่องจะไม่เกี่ยวข้องกับประวัตศาสตร์หรือเหตุการณ์สำคัญที่เคยเกิดขึ้น แต่มันก็ดูเท่ห์ไม่น้อยที่ให้ไปเกิดเหตุคิดีฆาตรกรรมที่นั่น

หากผู้แต่งเรื่องสั้นมีความรู้ทางประวัติศาสตร์เกี่ยวกับสถานที่เหตุการณ์สำคัญเหล่านั้น การนำความรู้บางเรื่องมาผูกโยงเข้ากับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในเรื่องสั้น จะเพิ่มความน่าสนใจและเพิ่มความเข้มข้นให้กับเรื่องสั้นของเราเป็นอย่างมาก หรือจะเป็นเรื่องราวในปัจจุบันที่ยังเกิดขึ้นกับสถานที่นั้นๆก็ดูน่าสนใจ

หากลองดูสถานที่ที่เคยเกิดสงครามโลกครั้งที่ 2 สักแห่งหนึ่ง หากมองดูในประเทศไทยในเหตุการณ์ที่สหรัฐอเมริกาและอังกฤษได้ส่งเครื่องบินมาทิ้งระเบิดที่สถานีรถไฟหัวลำโพง ในเวลานั้นผู้คนต่างลำบากต้องคอยหลบระเบิด เมื่อมีสัญญาณจากทางการให้หลบภัย บางคนต้องหนีไปอยู่ต่างจังหวัดหรือในหลุมหลบภัยที่ทางการจัดไว้ให้

หากเราสามารถบรรยายถึงบรรยากาศของสถานที่ในช่วงเวลานั้นได้อย่างเห็นภาพ นั่นก็จะยิ่งสร้างความน่าสนใจและยังเป็นความรู้ทางประวัติศาสตร์ให้ผู้ที่มาอ่านต่อไป เรื่องสั้นของเรายังทำหน้าที่เป็นบันทึกทางประวัติศาสตร์อีกด้วย เมื่อเราตั้งใจแล้วว่าจะใช้สถานที่แห่งนี้และช่วงเวลานี้เป็นฉาก จากนั้นเราก็ค่อยมาสร้างตัวละครหรือจะสร้างเหตการณ์เพิ่มเข้าไปก็ได้ ลองดูตัวอย่างดังต่อไปนี้

วรชัยคิดถึงแฟนสาวที่บ้านของเธออยู่ติดกับหัวลำโพง เขาได้ข่าวว่าตอนนี้ฝ่ายสัมพันธมิตรต้องการที่จะทำลายเส้นทางคมนาคมเพื่อตัดเส้นทางลำเลียงของทหารญี่ปุ่น จดหมายที่ได้รับล่าสุดจากแฟนสาวก็นานมากแล้ว วรชัยตัดสินในเดินทางจากต่างจังหวัดไปหาเธอที่หัวลำโพง เมื่อเขามาถึงบ้านเธอปรากฏบ้านเธอนั้นได้พังไปแล้วจากลูกระเบิดที่ถูกทิ้งมาจากเครื่องบิน แต่ทหารที่คุมพื้นที่บอกว่าทุกคนต่างหลบหนีไปอยู่ที่หลุมหลบภัยหมดแล้ว วรชัยจึงออกตามหา แต่ระหว่างนั้นทหารฝ่ายญี่ปุ่นเริ่มสงสัยว่าวรชัยจะเป็นสายลับของขบวนการใต้ดินเสรีไทย จึงต้องหนีหัวซุกหัวซุนและหายออกไปจากเมืองหลวง ในระหว่างที่หลบหนี วรชัยได้รับการช่วยเหลือจากคนที่เป็นกลุ่มเสรีไทยจริงๆ เพราะกลุ่มเสรีไทยเชื่อว่าวรชัยคือขบวนการใต้ดินเสรีไทยจริงๆเพราะถูกทหารญี่ปุ่นไล่ล่า เหตุการณ์วุ่นวายก็เกิดขึ้น สุดท้ายเมื่อญี่ปุ่นแพ้สงคราม วรชัยจึงมาค้นหาแฟนสาวของเขาอีกครั้งที่หัวลำโพง และเมื่อทั้งคู่เจอกันก็ต่างดีใจ

นี่คือโครงเรื่องคร่าวๆที่เราเน้นสถานที่จริงและบรรยากาศจริงจากช่วงเวลาในประวัติศาสตร์ หากเราจะแต่งเรื่องสั้นโดยใช้ข้อมูลทางประวัติศาสตร์ เรามีความจำเป็นต้องศึกษาเรื่องราวทางประวัติศาสตร์ให้ถูกต้อง และจะให้ดีต้องครบทุกด้านด้วย สถานที่สำคัญที่เคยเกิดเหตุการณ์ทางประวัติศาสตร์ก็เป็นอีกทางเลือกหนึ่ง บางที่เราอาจจะใช้สถานที่ใกล้ๆตัวเราที่เน้นความสวยงามน่าท่องเที่ยวมาเป็นตัวเดินเรื่องก็ได้ ตัวอย่างเรื่องสั้นต่อไปนี้จะเป็นเรื่องสั้นที่ผู้เขียนแต่งขึ้นโดยคิดถึงสถานที่ก่อน จากนั้นก็มาคิดว่าจะให้เกิดเหตุการณ์อะไรขึ้นที่นั่นดี และสุดท้ายก็มาสร้างตัวละครเข้าไป

http://shortstorylongcontent.blogspot.com/2013/06/blog-post_19.html

ใช้ฉากเป็นองค์ประกอบช่วยในการดำเนินเรื่อง

ถ้าหากเรามีสิ่งอื่นๆที่น่าสนใจกว่าในการที่จะใช้เป็นจุดเริ่มต้นของการคิดเค้าโครงเรื่อง เราสามารถนำฉากมาช่วยเสริมการดำเนินเรื่องให้ดำเนินไปได้อย่างสะดวก เช่นหากเรามีตัวละครที่ดูน่าสนใจ มีเหตุการณ์ที่ดูตื่นเต้นหรือแม้จะมีแค่แนวคิดอะไรเจ๋งๆสักอย่างหนึ่ง หากเราสร้างสิ่งเหล่านั้นออกมาได้เป็นรูปเป็นร่างแล้วจากนั้นเราค่อยมาคิดว่าตัวละครควรจะอยู่ในสถานที่แบบไหน หรือเหตุการณ์ที่เราคิดได้นั้นควรจะไปดำเนินที่ไหนดี

คำนึงดูว่าตัวละครที่เราบรรจงสร้างขึ้นมา เขาควรที่จะอยู่ในสถานที่แบบไหนดี ถึงจะทำให้พวกเขาได้โลดแล่นออกมาอย่างเต็มที่ ตัวอย่างเช่น หาเรากำลังจะเขียนถึงคนที่กำลังจะฆ่าตัวตาย เราต้องลองจินตนาการว่าสถานที่แบบไหนที่คนจะไปฆ่าตัวตาย อาจจะมีหลายๆสถานที่เช่น ตึกร้าง สะพานข้ามแม่น้ำ ใต้ต้นไม้ ถนนที่มีรถวิ่งเร็วและพลุกพล่าน หรือเด็กหนุ่มจากชนบทที่กำลังหลีกหนีความยากจน เขาต้องการมาแสวงหางานทำในเมือง สถานที่ก็คงต้องเป็นเมืองใหญ่เช่นเมืองหลวง

ในกรณีนี้เราไม่ได้เน้นเอาฉากหรือสถานที่เป็นหลักในการดำเนินเรื่อง บางทีเราอาจจะไม่ต้องระบุถึงสถานที่จริง หรือไม่ต้องบรรยายถึงสถานที่แห่งนั้นอย่างละเอียดก็ได้ เพราะเรื่องสั้นมีความยาวที่จำกัด เราควรเหลือพื้นที่ให้กับสิ่งที่เราต้องการเน้นจะดีกว่า โดยอาจจะแค่บอกว่าที่นี่เป็นบ้าน เป็นตึกสูง ในโรงเรียน กลางตลาด ในป่าทึบ ฯลฯ